พิษรักหึงแรง ครูสาวมอบตัวพร้อมฝากขัง รับบีบคอแฟนทอมตาย

 

 

ครูสาวอัตราจ้าง หึงแรงแฟนทอม ระเบิดโทสะลงมือบีบคอแฟนตาย ยอมเข้ามอบตัวพร้อมคุมตัวส่งฝากขังศาลเชียงใหม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. ได้เกิดเหตุสะเทือนขวัญ หลังครูสาวได้ลงมือฆ่าแฟนทอมด้วยการบีบคอจนเสียชีวิต ภายในบ้านพักเลขที่ 30/2 ม.15 ต.สุเทพ จ.เชียงใหม่ ซึ่งภายหลังการก่อเหตุเวลาประมาณ 24.00 น. ผู้ต้องหาได้เข้ามอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ภูพิงค์ราชนิเวศน์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

และทราบต่อมาว่า ครูสาวคนดังกล่าว ชื่อ น.ส.จันทร์เพ็ญ ชาติกุลวาณิช อายุ 30 ปี ซึ่งได้ให้ปากคำอ้างว่า ก่อนเกิดเหตุได้เดินทางมาเพื่อสอบบรรจุครูที่ในเขตพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และได้พักอาศัยอยู่กับ น.ส.ชนัสนท์ ทองบำรุง อายุ 25 ปี สถานะแฟนทอม

โดยในช่วงที่อาศัยอยู่ด้วยกันนั้น ครูสาวเปิดเผยว่า ได้เกิดการระแคะระคายว่าอีกฝ่ายจะปันใจไปมีคนอื่น เพราะอยู่ห่างกันคนละจังหวัด จึงเกิดความหึงหวงก่อนจะมีมีปากเสียงกันอย่างหนัก และได้ลงมือทำร้ายร่างกายกันและกัน ในช่วงการทะเลาะวิวาทครูสาวได้พลั้งมือบันดาลโทสะกระโดดขึ้นคร่อมร่างของผู้ตาย แล้วบีบคอแฟนทอมสุดแรง ก่อนจะพบว่า แฟนทอมนั้นได้แน่นิ่งไป ทีแรกไม่คิดว่าแฟนทอมจะเสียชีวิต และเมื่อได้สติก็ปล่อยมืออกจากคอของแฟนทอมและออกไปหาเพื่อน เพื่อขอรับคำปรึกษาและให้เพื่อนปลอบใจ

กระทั่งมาทราบในเวลาต่อมาว่า น.ส.ชนัสนันท์นั้น ได้เสียชีวิตแล้ว ด้วยความเสียใจและสำนึกผิดในสิ่งที่ทำลงไป ครูสาวจึงได้เดินทางมาเมื่อพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อมอบตัว โดยในเบื้องต้น ด้านของ พ.ต.ท.นิรันดร พสุวรวัฒนกุล สารวัตรเวร สภ.ภูพิงค์ ได้แจ้งข้อหาทะเลาะวิวาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ก่อนจะมีการนำตัว น.ส.จันทร์เพ็ญหรือครูสาว ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพเมื่อช่วงเวลา 03.00 น. พร้อมทั้งเตรียมคุมตัวส่งฝากขังศาลจังหวัดเชียงใหม่ในวันนี้ และด้านคดีได้ดำเนินการตามกฏหมายต่อไป

‘เจ้าสัวเจริญ’ ติดอันดับ 69 มหาเศรษฐีรวยที่สุดในโลก

 

บลูมเบิร์ก จัดอันดับ “เจ้าสัวเจริญ” แห่งไทยเบฟฯ ติดอันดับ 69 มหาเศรษฐีรวยที่สุดในโลก หนึ่งเดียวในประเทศไทย
เจ้าสัวเจริญจากไทยเบฟฯ ขึ้นที่ 1 เศรษฐีรวยสุดของไทย หลังสื่อบลูมเบิร์กจัดให้อยู่อันดับ 69 โลก โดยรายละเอียด เกี่ยวกับการคำนวณ ที่ให้ไว้ในการวิเคราะห์รายได้สุทธิบนเพจโปรไฟล์ของเศรษฐีแต่ละราย ซึ่งตัวเลขอัพเดทจากทุนการค้าแต่ละวัน ในตลาดนิวยอร์ก
ซึ่งผู้นักธุรกิจ ชาวไทย มี ชื่อ “เจ้าสัวเจริญ” หรือ นายเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของ บมจ.ไทยเบฟเวอร์เรจ มีรายชื่อ ติดเป็นอันดับ ที่ 69 มีรายได้อยู่ที่ 14.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ กลายเป็น เศรษฐีอันดับ 1 ของไทยตามการจัดอันดับของบลูมเบิร์ก
ในส่วน 5 อันดับเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลก ที่ 1 ยังเป็นเจ้าของไมโครซอฟ ยักษ์ใหญ่ อย่าง วิลเลียม เฮนรี เกตส์หรือบิล เกตส์ ชาวอเมริกัน ที่มีมูลค่าทรัพย์สินที่ 86.2 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ
ตามมาด้วย วอร์เร็น เอ็ดเวิร์ด บัฟเฟตต์ นักลงทุนก้องโลกของสหรัฐฯ มูลค่าทรัพย์สิน 77.7 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ 3 เป็น เจฟฟ์ เบซอส เจ้าของร้านค้าออนไลน์ระดับโลกอเมซอนชาวอเมริกา ทรัพย์สินที่ครอบครอง 73.8 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ
ที่ 4 เจ้าของแบรนด์ซาร่า (Zara) ชาวสเปน มีมูลค่าทรัพย์สินที่ 72.5 พันล้านเหรียญ และที่ 5 มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ค ชาวสหรัฐฯ มีมูลค่าทรัพย์สินที่ครอบครอง 60.2 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ
ฝากเจ้าพ่อร้านค้าออนไลน์ชื่อดังฟากเอเชียจากจีนอย่าง แจ๊ค หม่า อยู่ในอันดับที่ 15 มีมูลค่าทรัพย์สินที่ครอบครอง 36.2พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ผู้โดยสารเครื่องบินคนไทย คาดหวังความสุภาพ-มารยาทที่ดี

 

 

 

เอ็กซ์พีเดีย Expedia.co.th เว็บไซต์บริการด้านการท่องเที่ยวชั้นนำของโลกได้ทำการสำรวจพฤติกรรมและความพึงพอใจรวมถึงทัศนคติของผู้โดยสารชาวไทยที่ใช้บริการบนเครื่องบินในปี 2560 ผ่านระบบออนไลน์โดย GfK Custom Research ระหว่างวันที่ 9-12 กุมภาพันธ์ 2560 โดยสุ่มตัวอย่างจากกลุ่มผู้ใหญ่จำนวน 1,125 คน

พบว่าคนไทยส่วนใหญ่คาดหวังเรื่อง “ความสุภาพและการมีมารยาทที่ดี” จากทั้งผู้โดยสารด้วยกัน พนักงานสายการบิน หรือแม้กระทั่งมารยาทที่ดีของตนเองขณะเดินทางบนเครื่องบิน

โดยผลการวิจัยพบว่า 8 ใน 10 หรือ 86% ของผู้โดยสารไทยยอมรับว่าเพื่อนร่วมเดินทางโดยส่วนใหญ่มักจะมีน้ำใจ แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่เป็นพวกน่ารำคาญ พฤติกรรมที่น่ารำคาญอันดับต้น ๆ คิดเป็น 2 ใน 3 หรือ 64% คือพฤติกรรมชอบเตะเก้าอี้ข้างหน้า

ตามมาคือผู้โดยสารที่มีกลิ่นตัวแรงหรือพวกที่ชอบใส่น้ำหอมหรือโคโลญกลิ่นฉุนและมากเกินไป คิดเป็น 63% จำนวน 6 ใน 10 คือพฤติกรรมที่พ่อแม่ไม่ดูแลบุตรของตนเอง เช่น ปล่อยให้ส่งเสียงดังหรือร้องไห้ สร้างความรำคาญผู้อื่น คิดเป็น 62% และพวกที่ชอบส่งเสียงดังรบกวนคนอื่น ทั้งพูดคุยและเปิดเพลงเสียงดัง คิดเป็น 61%

ผู้โดยสารไทยส่วนใหญ่ยังมีมารยาทที่ดีต่อพนักงานบริการบนเครื่องบินด้วย โดย 9 ใน 10 (90%) ระบุว่า พวกเขาทำความสะอาดที่นั่งของพวกเขาก่อนออกจากเครื่องบิน และจำนวน 5 ใน 10 (54%) จะปฏิบัติตามคำแนะนำของแอร์โฮสเตสในการเปิดโทรศัพท์ของพวกเขาในโหมดเครื่องบิน

นอกจากนี้ผู้โดยสารส่วนใหญ่ยังเคารพกฎระเบียบของสายการบิน มีเพียงประมาณ 1 ใน 10 (14%) เท่านั้นที่เป็นพวกชอบลัดคิวคนอื่น และ 5% เป็นพวกชอบนำกระเป๋าและสัมภาระเกินน้ำหนัก

ในทางตรงกันข้าม ผู้โดยสารไทยจำนวนมากถึง 9 ใน 10 (90%) คาดหวังที่จะได้รับการบริการและให้เกียรติผู้โดยสารไทยในมาตรฐานเดียวกันจากพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน และย้ำว่า พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของไทยสมควรที่จะมีความสุภาพและมีมารยาทตลอดเวลา

ประมาณ 50% ของผู้โดยสารชาวไทยยินดีแลกที่นั่งของพวกเขาให้ผู้โดยสารอื่นที่ขอแลกที่นั่งด้วย และจำนวน 49% ยินดีช่วยยกกระเป๋าผู้โดยสารคนอื่น ๆ ขณะที่จำนวน 1 ใน 3 หรือ 37% ยอมรับว่าเป็นพวกที่ติดกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ขณะอยู่ที่สนามบินเพื่อติดต่อสื่อสารและบอกเล่าประสบการณ์การเดินทาง

ส่วนพวกที่มีพฤติกรรมไม่เกรงใจใครหรือไร้ยางอาย เช่น ชอบลัดคิวขึ้นเครื่องบิน มีประมาณ 1 ใน 10 (14%) และพวกที่ชอบฝืนกฎนำกระเป๋าและสัมภาระเกินน้ำหนักมี 5% พวกชอบแกล้งเจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บเพื่อให้ได้ที่นั่งที่ตัวเองต้องการมี 4%

นอกจากนี้ยังพบด้วยว่า ผู้โดยสารคนไทยยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อโซนแห่งความเงียบสงบเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับพฤติกรรมที่น่ารังเกียจและสร้างความรำคาญ

พฤติกรรมผู้โดยสารคนไทยอีกอย่างคือส่วนใหญ่จะชอบปรับเอนที่นั่งระหว่างเดินทาง แต่พวกเขาก็ยังอยากให้มีกฎหรือข้อจำกัดห้ามปรับเอนที่นั่ง โดย 7 ใน 10 คิดเป็น 71% ของผู้โดยสารไทยกล่าวว่า พวกเขาต้องการที่จะให้มีข้อห้ามปรับเบาะเอนนอนหรืออย่างน้อยก็จำกัดในช่วงเที่ยวบินระยะใกล้ ๆ

แม้สังคมวัฒนธรรมไทยจะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า แต่ผู้โดยสารชาวไทยยังคงยึดถือสิทธิ์และอำนาจอันชอบธรรมของตัวเอง โดยจำนวน 8 ใน 10 (80%) ของผู้โดยสารไทยจะแจ้งให้แอร์โฮสเตสทราบและขอให้จัดการกับพวกผู้โดยสารที่มีพฤติกรรมไม่สุภาพ

ศาลอียูไฟเขียว!ให้สิทธิ์นายจ้างห้ามพนักงานใส่ฮิญาบได้ ยึดหลักปฏิบัติเท่าเทียมกัน

 

เอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 14 มี.ค. ศาลอียูตัดสินให้สถานประกอบการในสหภาพยุโรป มีกฎระเบียบห้ามพนักงานใส่อะไรก็ตามที่บ่งบอกถึงสัญลักษณ์ทางศาสนาและสัญลักษณ์ทางการเมืองรวมไปถึงฮิญาบได้ โดยให้ขึ้นกับการพิจารณาของบริษัทนั้นๆ

จากเหตุการณ์ที่สตรีมุสลิมถูกบริษัทจี4เอส ในเบลเยียมไล่ออก เพราะสตรีคนดังกล่าวยืนกร้านที่จะใส่ฮิญาบมาทำงาน ศาลยุติธรรมสหภาพยุโรป หรือ อีซีเจ นำกรณีนี้มาประกอบกับการพิจารณาคดีครั้งนี้

ศาลอียูระบุว่าการสั่งห้ามภายในบริษัทในการสวมใส่อะไรก็ตามที่มีสัญลักษณ์บ่งบอกถึงการเมือง ลัทธิ หรือศาสนาถือว่าไม่เป็นการกีดกัน แต่บริษัท จี4เอส ปฏิบัติกับลูกจ้างทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน โดยต้องไม่มีลูกจ้างคนไหนได้รับสิทธิพิเศษในการสวมใส่สิ่งแสดงถึงสัญลักษณ์ทางศาสนาและการเมือง

“การตัดสินครั้งนี้ระบุให้มีการปฏิบัติกับลูกจ้างทุกคนในทิศทางเดียวกัน ซึ่งก็คือการร้องให้พนักงานทุกคนแต่งตัวแบบปกติโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ และกฎภายในบริษัทต้องไม่ขัดกับหลักความเชื่อและศาสนาที่แต่งต่างกันด้วย” ศาลอียูระบุ

ศาลอียูยังตัดสินอีกว่า บริษัทที่เป็นคู่ค้ากับอีกบริษัทหนึ่ง หรือบริษัทรับสัญญาช่วง บริษัทผู้จ้างหรือลูกค้าไม่สามารถห้ามลูกจ้างบริษัทรับสัญญาช่วงสวมใส่ฮิญาบขณะที่ต้องออกไปทำงานแทนบริษัทผู้จ้างวาน

การตัดสินนี้ยืนพื้นมาจากกรณีในปี 2551 ที่ ลูกจ้างที่เป็นวิศวะออกแบบคนหนึ่งถูกแจ้งจากบริษัทที่มาจ้างวานว่าการใส่ฮิญาบอาจสร้างปัญญาให้กับลูกค้าได้

นักวิทย์ตะลึง! พบกบเรืองแสงเองตามธรรมชาติครั้งแรกที่อาร์เจนตินา

 

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันศุกร์ ว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์ชาวอาร์เจนตินาและบราซิลประจำพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเบอร์นาดิโนริวาเดวา ในกรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา เปิดเผยการค้นพบกบเรืองแสงเองตามธรรมชาติครั้งแรก ซึ่งพวกเขาพบโดยบังเอิญในประเทศอาร์เจนตินาเมื่อเร็วๆ นี้ในระหว่างกำลังศึกษาสารกำเนิดสีที่มาจากกระบวนการเผาผลาญอาหารในกบ 3 สายพันธุ์ที่พบโดยทั่วไปในอเมริกาใต้ ทั้งนี้ ภายใต้แสงปกติ ผิวหนังใสๆ ของกบเรืองแสงที่พบจะเป็นสีน้ำตาลเหลืองและมีลายจุดสีแดง แต่เมื่อนักวิทยาศาสตร์ฉายแสงอัลตราไวไอเล็ตเข้าไป สีผิวของกบดังกล่าวกลับเรืองแสงสีเขียวสดใสขึ้นมาในทันที
นายคาร์ลอส ทาบัวดา หนึ่งในทีมนักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า กรณีที่พบนี้ถือเป็นครั้งแรกในวงการวิทยาศาสตร์ที่พบกบเรืองแสงตามธรรมชาติ ส่วนจูเลียน เฟโววิช นักวิทยาศาสตร์ร่วมทีมเผยว่า เราตื่นเต้นมาก การค้นพบครั้งนี้ได้ทำให้ความรับรู้เข้าใจเกี่ยวกับการเรืองแสงในสภาพแวดล้อมของโลกที่เรามีอยู่เปลี่ยนไปมาก ทำให้เกิดการยอมรับว่าสารประกอบใหม่ของการเรืองแสงที่พบอาจมีความสัมพันธ์ทางหลักวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยี และยังทำให้เกิดคำถามใหม่ๆ เกี่ยวกับการสื่อสารในการมองเห็นของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำด้วย

ทั้งนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 200 กลุ่มเพื่อความมั่นใจว่าปรากฎการณ์ที่พบไม่ได้เป็นผลจากการถูกขังของกบ และยังพบคุณลักษณะการเรืองแสงนี้ในกบทุกสายพันธุ์

ของหายได้คืน! คนญี่ปุ่นซื่อสัตย์ที่สุด

 

ของหายได้คืนเเน่…เป็นคำกล่าวที่อาจเกิดขึ้นได้จริงในญี่ปุ่น เมื่อบลูมเบิร์กเปิดเผยรายงานของสำนักงานตำรวจนครบาลกรุงโตเกียวที่ระบุว่าเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา ประชาชนชาวโตเกียวเก็บสิ่งของเเละเงินที่มีผู้ทำตกไว้มาเเจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ คิดเป็นมูลค่าเเล้วกว่า 3,670 ล้านเยน (ราว 1,100 ล้านบาท) ทำสถิติเพิ่มขึ้นจากปีที่ 2015 ที่มีมูลค่าราว 3,300 ล้านเยน (ราว 990 ล้านบาท) โดย 1 ใน 3 ของทรัพย์สินจำนวนดังกล่าว ได้ถูกส่งคืนให้แก่เจ้าของที่แท้จริงได้อย่างปลอดภัย

รายงานระบุว่า ความซื่อสัตย์ของชาวญี่ปุ่น เกิดขึ้นจากปัจจัยหลายด้าน อาทิเช่น วัฒนธรรมเเละระบบการศึกษา โดยมีการปลูกฝังให้เด็กมีจริยธรรมเเละศีลธรรมโดยการให้คิดถึงว่าถ้าตนเองเป็นฝ่ายที่ทำของหายบ้างจะยากลำบากเพียงใด จึงนำไปสู่กรณีที่จะพบเห็นบ่อยครั้งอย่างการที่เด็กนำเงินเหรียญ 10 เยนที่เก็บได้ตามถนนมาให้ตำรวจ

ขณะที่ชาวญี่ปุ่นเองก็ไม่ค่อยกังวลกับเรื่องของหาย โดยมักเคยชินกับการจองโต๊ะด้วยการวางสมาร์ทโฟนไว้ หรือหากลืมของไว้ที่ร้านก็จะมั่นใจว่าพนักงานจะเก็บไว้ให้เเล้วกลับมาเอาของอีกทีได้

ทั้งนี้ กฏหมายญี่ปุ่นมีการให้ “รางวัล” เเก่ผู้ที่เก็บของได้เเละนำมามอบให้เจ้าหน้าที่ด้วย ซึ่งจะได้เงินรางวัลตั้งเเต่ 5-20 % ของมูลค่าทรัพย์สินที่เก็บได้ หากมีเจ้าของตัวจริงมารับคืน เเต่หากไม่สามารถตามหาเจ้าของเเละไม่มีใครเเสดงตัวมารับภายใน 3 เดือน ผู้ที่เก็บได้ก็จะได้ทรัพย์สินชิ้นนั้นไปนั่นเอง

นายกหมึก ลั่นไม่ไปกราบศพ เปิ้ล อบต. สาว สารภาพช้ำ ฝ่ายหญิงไม่เคยสำนึกบุญคุณ

 

 

นายกหมึก สารภาพ ช้ำใจที่โดนสาว อบต. ตีตัวออกห่างไม่สำนึกบุญคุณ ก่อนทนไม่ไหวสั่งฆ่าเมื่อฝ่ายหญิงมีรักใหม่ ชี้ผู้ตายต่อหน้าเรียบร้อย ลับหลังอีกอย่าง ลั่นไม่ไปกราบโลงศพแน่นอน

วันที่ 18 มีนาคม 2560 นายทวีวงศ์ ทองยืน หรือ นายกหมึก อดีตนายก อบต.พานทอง จ.ชลบุรี ผู้ต้องหาที่สังฆ่า น.ส.วีรญาภา งามวิลัย หรือ เปิ้ล อดีตภรรยา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ อบต.บึงชำอ้อ จ.ปทุมธานี ให้การรับสารภาพเพิ่มเติม หลังจากที่ตำรวจพาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ว่า ตนรู้จักกับผู้ตายมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เพราะผู้ตายย้ายจาก อบต.บึงทองหลาง มาอยู่ อบต.ที่ตนเป็นนายกอยู่

อย่างไรก็ดี นายทวีวงศ์ กล่าวอีกว่า หลังจากที่ เปิ้ล ย้ายไปอยู่ที่ อบต.บึงบา ก็ได้ตีตัวออกห่างตนตลอด ไม่เคยสำนึกบุญคุณที่ตนเคยช่วยเหลือ ทั้งเรื่องการงาน ครอบครัว จากนั้น เปิ้ล ก็ได้ย้ายที่ทำงานไปอีกถึง 3 แห่ง ซึ่งตนรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจ แต่ได้แค่เก็บกดความรู้สึกเรื่้อยมาทุกวันทุกคืน
ทั้งนี้ นายกหมึก ระบุว่า อยากบอกว่า เปิ้ล นั้นต่อหน้าดูเรียบร้อยมาก แต่ลับหลังเป็นอีกอย่าง ซึ่งบางอย่างทำให้ตนเจ็บปวดเหลือเกิน ทันทีที่รู้ว่า เปิ้ล ไปมีคนรักใหม่ ไฟแห่งความโกรธมันก็ลุกลามขึ้น ซึ่งตนยอมรับว่าผิดพลาดไปแล้วและอยากขอโทษ แต่ เปิ้ล คงไปสบายแล้ว แต่ก็ยืนยันว่าจะไม่ไปกราบโลงศพแน่นอน

ถุงใส่แซนด์วิชสุด “ยี้” ป้องกันมือดีแอบมาฉกไปกิน

 

ถุงพลาสติกธรรมดา (แต่) ไม่ธรรมดาที่จะมาช่วยอำพรางสายตาจากเหล่าบรรดามือฉก ที่จะมาแอบจิ๊กแซนด์วิซแสนอร่อยของเราไปกินได้อย่างไม่น่าเชื่อ

เคยไหม ? เวลาพกแซนด์วิชหรือมื้อกลางวันไปรับประทานที่ทำงาน แต่กลับชอบเจอมือดีมาแอบฉกหรือจิ๊กของของเราไปกินซะอย่างนั้น พอจะแก้เผ็ดหรือเอาคืนก็ดันไม่รู้อีกว่าเจ้าหัวขโมยคนนั้นคือใคร แต่ไม่เป็นไร เพราะวันนี้กระปุกดอทคอมมีตัวช่วยมาฝากคุณผู้อ่านกันกับเจ้าสิ่งนี้ Anti-Thief Lunches Bags หรือ ถุงอาหารป้องกันขโมย
Anti-Thief Lunches Bags เป็นผลงานการออกแบบสุดมหัศจรรย์จากบริษัท thinkofthe.com ที่ได้นำความพิเศษไม่เหมือนใครอย่างการครีเอทจุดสีเขียว ๆ ให้มีหน้าตาคล้ายกับ “เชื้อรา” แต้มไว้บนทั้งสองด้านของถุงพลาสติกใส ซึ่งเมื่อนำแซนด์วิชใส่เข้าไปจะเห็นได้ทันทีเลยว่า แซนด์วิชที่ดูน่าทานนั้นได้กลับกลายเป็นแซนด์วิชเน่าขึ้นมาภายในพริบตา
แต่ถ้าหาก “รา” ยังฮาร์ดคอร์ไม่พอเรายังมีอีกหนึ่งถุงที่น่าขนลุกยิ่งกว่า คือ “ถุงใส่อาหารลายแมลง” หรือ Lunch Bugs Sandwich bags ผลิตภัณฑ์จากบริษัท Fred ที่รวบรวมบรรดาแมลงน่าขยะแขยงต่าง ๆ เช่น แมลงสาบ สกรีนลงไปบนถุงได้อย่างเสมือนจริง เรียกได้ว่าใครก็ตามมาเห็นเข้าต้องร้อง “ยี้” ขนลุกขนพองไปตาม ๆ กันและไม่กล้าหยิบไปกินอย่างแน่นอน สำหรับเจ้าถุงลายเชื้อรานี้ถูกบรรจุขายไว้ 25 ใบต่อหนึ่งแพ็ก สนนราคาอยู่ที่ 4 ดอลลาร์ (หรือประมาณ 140 บาท) และถุงลายแมลงจำนวน 24 ใบต่อหนึ่งแพ็ก ในราคา 6 ดอลลาร์ (หรือประมาณ 216 บาท) ซึ่งถ้าใครสนใจสามารถหาซื้อมาใช้กันได้รับรองว่าเวิร์กชัวร์ แต่ขอเตือนนิดนึงนะว่า นอกจากหัวขโมยจะไม่กล้าแอบหยิบไปกินแล้ว ควรระวังป้าแม่บ้านเผลอเก็บมันไปทิ้งด้วยละกัน ก็แหม … ทั้งเน่าแถมยังมีแมลงสาบเกาะติดอยู่ด้วยนี่นา

หนุ่มช่วยเหมาล็อตเตอรี่ ถูกรางวัลใหญ่ฟลุ๊คๆ 12 ล้านบาท

 

 

หนุ่มขับรถรับจ้างดวงเฮง ถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 รับ 12 ล้านบาท หลังบังเอิญเห็นแม่ค้าเชียร์ให้ซื้อหน่อย ใกล้จะหมดแผงแล้ว ซ้ำแบ่งขายให้ลูกค้าอีกคน ที่ก็น่าจะถูกรางวัลเหมือนกัน

เมื่อคืนวานนี้ (16 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บ้านหลังหนึ่งที่ อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม ซึ่งเป็นบ้านของ นายอุดม เวียงสีมา อายุ 38 ปี หลังทราบข่าวว่าถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 งวดประจำวันที่ 16 มีนาคม 2560 จำนวน 2 ฉบับ จำนวนเงิน 12 ล้านบาท ทำให้กลายเป็นเศรษฐีใหม่ในพริบตา

โดยบรรยากาศที่บ้านของนายอุดม บรรดาญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านที่ทราบข่าวต่างเดินทางมาแสดงความยินดีเป็นจำนวนมาก นายอุดม เปิดเผยว่า ตนทำงานขับรถรับจ้างทั่วไป แต่งงานและมีลูกสาว 2 คน ก่อนหน้านี้แม่ยายก็ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ต้องผลัดเวรกับภรรยาไปดูแลที่โรงพยาบาล

กระทั่งเช้าวันที่ 16 มีนาคม แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ ตนจึงเก็บของเตรียมกลับบ้าน เมื่อเดินออกมาหน้าโรงพยาบาล เห็นคนขายล็อตเตอรี่ขายเลขชุด 2 ชุดสุดท้ายอยู่บนแผง โดยปกติตนไม่ค่อยจะซื้อล็อตเตอรี่สักเท่าไหร่ ซื้อเพียงแค่ปีละ 1-2 ครั้งเท่านั้น
นายอุดม ยังบอกว่า ก็ไม่รู้อะไรมาดลใจ ทำให้เกิดความอยากซื้อล็อตเตอรี่เก็บไว้ แอบหวังว่าจะถูกรางวัลแค่เล็กๆ น้อยๆ ก็พอใจแล้ว โดยเลขล็อตเตอรี่มีเลขท้าย 61 กับ 63 ผู้ขายเสนอขายให้ราคาชุดละ 300 บาท ตนจึงตัดสินใจซื้อ พอดีกับมีลูกค้าอีกคนมาขอแบ่งล็อตเตอรี่ที่ตนกำลังจะซื้อ ตนจึงแบ่งให้เลขละ 1 ใบ ลูกค้าคนนั้นก็น่าจะถูกรางวัลเหมือนกับตน ทราบว่าเป็นคนโกสุมพิสัยเหมือนกัน แต่ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน

ภายหลังจากทราบว่าตัวเองถูกรางวัลที่ 1 ก็รู้สึกตื่นเต้นตกใจและดีใจไปพร้อมๆ กัน ไม่เชื่อว่าชีวิตจะได้เจอเรื่องราวแบบนี้ ทั้งที่หวังแค่ถูกรางวัลเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัวเท่านั้น หลังจากนั้นก็รีบนำเอาล็อตเตอรี่ไปลงบันทึกประจำวัน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ร่วมแสดงความยินดีเช่นกัน

นายอุดม ที่มือไม้สั่นเพราะความดีใจ ถึงกับเซ็นเอกสารต่างๆ ไม่ได้ เพราะไม่เคยตื่นเต้นขนาดนี้มาก่อน โดยเก็บก้อนที่ได้มานั้นจะนำไปทำบุญให้แม่และเดินสายทำบุญ พร้อมกับเก็บเอาไว้เป็นทุนการศึกษาให้ลูกสาวทั้ง 2 คน โดยจะรีบดำเนินการขึ้นเงินรางวัล เพราะต้องกลับมาดูแลแม่ยายที่ป่วยต่อไป

เป๊ก ผลิตโชค กับ 5 เรื่องที่คุณ(อาจ)ไม่เคยรู้

 

หากพูดถึงนักร้องชายที่เสียงมีเสน่ห์ เทคนิคการร้องดี ชื่อของหลายคนคงผุดขึ้นมาในสมอง แต่หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของ เป๊ก ผลิตโชค หรือ หน้ากากจิงโจ้ อย่างแน่นอน ยิ่งเวที The Mark Single นักร้องคนนี้ร้องได้ดีมาก โชว์ความสามารถที่หลายคนอาจจะเลือนๆ ไปแล้วให้กลับมาชัดเจนอีกครั้ง โดยใครตามฟังแล้วอ่านคอมเมนท์ต่างชาติที่มีต่อนักร้องคนนี้ ยิ่งทำให้มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก

สำหรับวันนี้ Sanook! Men มี 5 เรื่องที่หลายคนอาจจะไม่ทราบเกี่ยวกับผู้ชายคนนี้มาฝาก จะมีเรื่องอะไรบ้างไปติดตามกันเลยครับ
ว่าที่มหาบัณฑิต

อย่างที่หลายคนทราบกันดีว่าวัยเด็ก เป๊ก ผลิตโชค มีโอกาสได้ติดตามคุณพ่อไปเรียนต่อที่ประเทศออสเตรเลีย ประมาณ 7 ปี ทำให้มีสำเนียงภาษอังกฤษดีมาก แต่จากนั้นเป๊กก็ย้ายกลับเมืองไทย เข้าศึกษาต่อระดับมัธยมที่ โรงเรียนนานาชาติเอกมัย ก่อนที่จะจบการศึกษาที่โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า

เมื่อถึงระดับอุดมศึกษา เป๊ก เข้าศึกษาต่อที่สาขาวิชาดุริยางคศาสตร์สากล คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยปัจจุบันเป๊กกำลังศึกษาระดับปริญญาโทศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (การจัดการธุรกิจการท่องเที่ยวและการบริการ) วิทยาลัยการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยรังสิต

G-BOYZ ประตูสู่วงการเพลง

ในปี พ.ศ. 2545 เป๊กเคยถูกวางตัวให้เป็นนักร้องในวงบอยแบนด์ ชื่อ G-BOYZ สังกัดจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ร่วมกับฟิล์ม รัฐภูมิ และแบงค์ พิสิษฐ โดยมีผลงานถึง 2 เพลงด้วยกันคือเพลง ยิ้ม ยิ้ม (ต้นฉบับ:ศรีพรรณ ชื่นชมบูรณ์) และเพลง ไม่รู้จะเลือกใคร (ต้นฉบับ:ชาคริต แย้มนาม) โดยได้ออกมิวสิกวีดีโอเพลงเปิดตัวคือเพลง ยิ้ม ยิ้ม แต่ไม่ได้โปรโมทมากนักจึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก ภายหลังมาเป็นนักร้องเดี่ยวในสังกัดแกรมมี่
ขวัญใจเด็กๆ รายการดิสนี่ย์คลับ

นอกจากงานเพลงที่หลายคนคุ้นเคย มีใครจำได้ไหมครับ เป๊ก ผลิตโชค เคยเป็นพิธีกรรายการดิสนี่ย์คลับ คู่กับ ส้ม ณัฐวรา โดยในรายการจะมีการอ่านจดหมายแฟนๆ ที่เขียนเข้ามาด้วย นอกจากงานพิธีกรในวัยเด็ก หนุ่มคนนี้ยังเคยพากย์เสียงให้กับภาพยนตร์หลายเรื่องเช่นแฮร์รี่ พอตเตอร์โดยพากย์เป็น เพอร์ซี่ วีสลี่ย์, ภาพยนตร์เรื่อง “Happy Feet” เป็น “มัมเบิล” และพากย์เป็น “ปีเตอร์แพน” ในภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง “Peter Pan2” อีกด้วย

ประสบอุบัติเหตุทำให้ต้องศัลยกรรมจมูกอีกครั้ง

หัวข้อที่หลายคนชอบหยิบยกขึ้นมาพูดคือเรื่องศัลยกรรม แต่ใครจะรู้บ้างว่าจริงๆ แล้วหนุ่มเป๊ก ประสบอุบัติเหตุทางน้ำจากการเล่นเจตสกีที่พัทยาเมื่อต้นปี 2558 ทำให้หน้าไปกระแทกโขดหิน เย็บ 8 เข็มและจมูกหักจนต้องศัลยกรรมจมูกใหม่ หลังจากศัลยกรรมครั้งแรกเมื่อหลายปีมาแล้ว หากใครจะบอกว่าหนุ่มคนนี้เสพติดศัลยกรรมก็ดูจะไม่ตรงเท่าไหร่นัก เพราะจะว่ากันจริงๆ ก็ไม่ได้ศัลยกรรมเยอะ เพียงแต่บางครั้งมันเกิดอุบัติเหตุทำให้ต้องแก้ไขก็แค่นั้นเอง
บวชถวายเป็นพระราชกุศลฯ

ปกติเราจะคุ้นตานักร้องหนุ่มคนนี้กับผมยาวตลอด แต่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เป๊กเข้าพิธีอุปสมบทในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2559 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ได้ฉายาทางธรรมว่า พระปุญญภาโค แปลว่าผู้มีส่วนแห่งบุญ