จับได้แล้ว ที่แท้ภรรยาสาวจ้างฆ่าอดีต ตชด.สามีตัวเอง เหตุแค้นมีกิ๊ก

 

ตำรวจทุ่งสงจับกุมครูสาวจ้างฆ่าสามีอดีต ตชด.ได้พร้อมผู้จัดหามือปืน หลังสอบเครียดหลายชั่วโมงภรรยาสาวหลั่งน้ำตาสารภาพเป็นคนจ้างฆ่าสามีเอง เนื่องจากแค้นที่สามีไปมีกิ๊ก พอถามกลับโดนซ้อมจนทนไม่ไหว

ความคืบหน้าคดี 2 คนร้ายก่อเหตุยิง ร.ต.ท.วิชัย อายุ 61 ปี อดีต ตชด.เกษียนราชการ เสียชีวิตที่ริมถนนเอเชีย 41 สายทุ่งสง-หาดใหญ่ ในเขตเทศบาลเมืองทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อช่วงเช้าวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา ขณะขับรถจักรยานยนต์กลับจากไปส่งภรรยาที่โรงเรียน ซึ่งเบื้องต้นตำรวจคาดว่าสาเหตุมาจากเรื่องชู้สาว

ล่าสุด พ.ต.อ.คมสัน พฤศวานิช ผกก.สภ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุได้ส่งตำรวจออกสืบสวนสอบสวนเพื่อเร่งคลี่คลายคดี ซึ่งช่วงแรกพยานบางคนไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับตำรวจเท่าที่ควร ทำให้เกิดข้อสงสัยหลายอย่างว่าคนร้ายและผู้บงการนั้นน่าจะเป็นคนใกล้ตัวผู้ตาย ต่อมาจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดสามารถจับภาพคนร้ายได้อย่างชัดเจน จึงขอหมายจับคนร้ายทันที โดยศาลจังหวัดทุ่งสงได้อนุมัติหมายจับเลขที่ 42/2560 และหมายจับเลขที่ 4302560 ลงวันที่ 18 ก.พ.60

ต่อมาสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 คน คือ นางเรวดี อายุ 55 ปี ภรรยาของ ร.ต.ท.วิชัยผู้ตาย โดยนางเรวดีเป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.ทุ่งสง และจับกุมนายอรุณเดช อายุ 39 ปี ผู้ต้องหาอีกคนได้พร้อมอาวุธปืนขนาด .357 และรถจักรยานยนต์ของนายอรุณเดชอีก 1 คัน

จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 2 นานหลายชั่วโมง ในที่สุดนางเวรดี ครูสาว ยอมรับสารภาพทั้งน้ำตาว่า เป็นคนว่าจ้างมือปืนให้ไปฆ่า ร.ต.ท.วิชัย ผู้เป็นสามี เอง มีนายอรุณเดชเป็นคนจัดหามือปืน โดยให้ค่าจ้างเป็นเงิน 150,000 บาท ซึ่งได้วางเงินมัดจำให้มือปืนไปแล้ว 17,000 บาท หลังจากงานสำเร็จจะจ่ายส่วนที่เหลือ แต่ยังไม่ทันได้จ่ายก็ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมเสียก่อน

นางเรวดี ให้การอีกว่า สาเหตุที่ต้องจ้างฆ่าสามี สืบเนื่องจากมีความโกรธแค้นที่สามีแอบไปมีหญิงอื่น เป็นเด็กสาวหน้าตาดี พอตนเองจับได้ก็พยายามสอบถามและมีปากเสียงทะเลาะกัน โดยตนถูกสามีทุบตีอย่างรุนแรง เมื่อตนจะขอเลิก สามีก็ไม่ยอมเลิก และยังแอบติดต่อกับหญิงสาวคนนั้นอยู่ตลอด ตนถูกสามีทำร้ายจนทนต่อไปไม่ไหว จึงว่าจ้างมือปืนไปยิงสามีจนเสียชีวิตดังกล่าว

พ.ต.อ.คมสัน เปิดเผยด้วยว่า ส่วนผู้ต้องหาอีกคนคือ นายอรุณเดช ยังให้การปฏิเสธ อ้างว่าไม่รู้เห็นกับการตายของ ร.ต.ท.วิชัย แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ตำรวจมั่นใจในพยานหลักฐาน แม้นายอรุณเดชจะให้การปฏิเสธ ส่วนมือปืนที่ก่อเหตุ 2 คนเป็นคน อ.ทุ่งสง ขณะนี้ตำรวจรู้แล้วว่าเป็นใคร มั่นใจจะจับกุมตัวได้ในเร็วๆ นี้ และมั่นใจว่ามีพยานหลักฐานสามารถดำเนินคดีผู้ต้องหาทั้งมือปืนและผู้บงการได้ทั้งทีมแน่นอน

เครือข่ายนักวิชาการหนุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

 

เครือข่ายนักวิชาการยื่นหนังสือถึงนายกฯ เพื่อสนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ ชี้โครงการไม่เป็นอันตราย ภาคใต้ต้องการใช้พลังงานสูงขึ้น

ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบฯ นายภิญโญ มีชำนะ แกนนำเครือข่ายนักวิชาการสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ พร้อมเครือข่าย เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อสนับสนุนโครงการถ่านหินจังหวัดกระบี่ ว่า จากที่ได้ศึกษาดูงานในหลายประเทศพบว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดนั้น ยังไม่เคยได้รับข้อมูลถึงความเจ็บป่วยร้ายแรง หรือการสูญเสียชีวิตจากโครงการดังกล่าวแต่อย่างใด

นายภิญโญ กล่าวว่า ประเทศที่พัฒนาแล้ว ต่างก็มีโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินด้วยกันทั้งนั้น แต่ ที่มีกลุ่มออกมาคัดค้านไม่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าวนั้น อาจเป็นเพราะยังไม่ทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะมีการใช้พลังงานมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าของจังหวัดชายฝั่งอันดามัน ซึ่งมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ตนและคณะจึงขอสนับสนุนโครงการนี้ และเห็นว่าโครงการนี้จะผ่านขั้นตอนอนุมัติได้ตั้งแต่ปี 2558 แล้ว แต่ปัจจุบันยังไม่แล้วเสร็จ และล่าช้ากว่าแผนมาเกือบ 4 ปี เนื่องจากการคัดค้านของผู้ที่ไม่เห็นด้วย จนต้องเลื่อนไปถึงปี 2566 จึงมี ความกังวลว่าหากโครงการดังกล่าว ไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน ก็จะมีความเสี่ยงที่ไฟฟ้าจะไม่พอใช้ในภาคใต้ถึงขั้นรุนแรง จนอาจจะเกิดปัญหาไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง ดังที่เคยเกิดมาแล้วใน 14 จังหวัดภาคใต้เมื่อหลายปีก่อน ส่วนที่พรรคการเมืองนุนพลังงานทางเลือกปาล์มน้ำมันนั้น เหตุเพราะปัจจุบันประเทศมีการใช้ก๊าซมากจนเกินไปและมีความเสี่ยงหากท่อก๊าซขัดข้องก็เกิดความเดือดร้อนได้เป็นวงกว้าง

5 เรื่องจริงเกี่ยวกับโปรตีนที่คุณต้องรู้ !

 

อย่างโปรตีนที่นอกจากจะถูกนำไปใช้ซ่อมแซมและเสริมสร้างกล้ามเนื้อต่าง ๆ ในร่างกายแล้วก็ยังมีประโยชน์ในเรื่องของการลดน้ำหนักด้วย และถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากจะใช้โปรตีนเป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนัก นี่คือ 5 เรื่องที่คุณควรรู้เกี่ยวกับโปรตีนค่ะ

1.โปรตีนช่วยให้อิ่มนานขึ้น
หลายคนคงเคยได้ยินเคล็ดลับการลดน้ำหนักที่ว่า การทานอาหารที่มีโปรตีนสูงแทนคาร์โบไฮเดรตจะช่วยลดน้ำหนักได้ นั่นก็เป็นเพราะร่างกายของเราต้องใช้พลังงานในการย่อยโปรตีนมากกว่าคาร์โบไฮเดรต นอกจากนี้โปรตีนยังทำให้เราอิ่มไว และอิ่มนานขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ต้องรับประทานโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสม

2.ทานโปรตีนทันทีหลังออกกำลังอาจไม่ได้ผลดีอย่างที่คิด
การบริโภคโปรตีนในทันทีหลังจากการออกกำลังกายเพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ อาจจะไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้องสักเท่าไร เพราะจากการศึกษาที่ตีพิมพ์ลงใน Journal of the International Society of Sports Nutrition พบว่า การบริโภคโปรตีนอย่างเครื่องดื่มโปรตีนเชคทันทีหลังการออกกำลังกาย ไม่ได้ช่วยให้ร่างกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้มากขึ้นกว่าปกติแต่อย่างใด

3. อยากสร้างกล้ามเนื้อ ต้องออกกำลังกายควบคู่กับการกินโปรตีน
เป็นเรื่องจริงที่ว่าการรับประทานโปรตีนสามารถช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อได้ เพราะโปรตีนมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ แต่ถ้าคุณไม่ออกกำลังกายก็ไม่มีทางที่จะมีกล้ามเนื้อที่ฟิต แอนด์ เฟิร์มแน่ค่ะ แถมยังจะมีไขมันสะสมเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก

4. ขาดโปรตีน ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียได้
ถ้าหากคุณรู้สึกเหนื่อยและอ่อนเพลียตลอดเวลาทั้ง ๆ ที่คุณก็นอนหลับอย่างเพียงพอแล้วละก็ รู้ไว้เลยค่ะว่านั่นคือสัญญาณของการที่ร่างกายขาดโปรตีน อันเกิดจากการที่เรารับประทานโปรตีนไม่เพียงพอต่อความร่างกาย หากปล่อยไว้นาน ๆ ไม่เพียงแต่จะทำให้อ่อนเพลียเรื้อรัง แต่ยังจะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อสลายอีกด้วย

5. คนเราต้องการโปรตีนไม่เท่ากัน
ปริมาณโปรตีนที่ร่างกายต้องการต่อวันของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน โดยมีปัจจัยหลายอย่าง อาทิ เพศ วัย น้ำหนัก และวิถีการใช้ชีวิตเป็นตัวกำหนด ซึ่งปกติแล้วโดยเฉลี่ยผู้ชายจะต้องการโปรตีนประมาณวันละ 56 กรัม ส่วนผู้หญิงต้องการโปรตีนวันละ 46 กรัม หรือ 0.8 กรัม ต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ซึ่งถ้าอยากทราบว่าเราต้องรับประทานโปรตีนเท่าใดจึงจะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

ทานอาหารมื้อเย็นแบบไม่ให้อ้วน

 

หลายๆคนคิดว่าเวลาลดน้ำหนักอยู่จะไม่สามารถทานมื้อเย็นได้ มันเป็นความเชื่อที่ผิดอย่างมากเพราะการลดน้ำหนักไม่ได้เป็นการอดอาหารวันนี้เรามีวิธีการทานอาหารมื้อเย็นแบบไม่ให้อ้วนมาฝากกันค่ะ

1. ไม่ควรงดอาหารมื้อเย็น
หลายท่านชอบลดน้ำหนักด้วยวิธีการงดอาหารเย็น ซึ่งไม่ควรค่ะ นอกจากจะหิวแล้ว ยังไม่ทำให้น้ำหนักลดเท่าไร เนื่องจากเมื่อถึงเวลาอาหาร โดยปกติร่างกายจะหลั่งกรดออกมาเพื่อทำการย่อยอาหาร ดังนั้น เมื่อไม่มีอาหารในกระเพาะ น้ำย่อยก็จะมาย่อยกระเพาะแทน เราจึงควรลดมากกว่างด
เลือกทานอาหารเบา ๆ หรืออาหารที่ให้พลังงานน้อยที่สุด อย่างเช่น เน้นผักและผลไม้ ส่วนเนื้อสัตว์ติดไขมัน ของมัน ๆ ทอด ๆ ควรงดจะดีกว่านะคะและเวลาที่ควรทานคือหกโมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม ไม่ควรทานดึกกว่านี้

2. หลังทานอาหารเย็นไม่ควรออกกำลังกายต่อทันที
บางท่านกลัวอ้วน หลังทานอาหารเย็นจึงออกกำลังกายทันที ความจริงแล้วเป็นเรื่องที่ไม่ควรนัก ถ้าเราทานอาหารภายในเวลา 1-2 ชั่วโมง แล้วไปออกกำลังกายทันที อาจทำให้เราเกิดอาการจุกได้ ถ้าเป็นไปได้ควรเดินเรื่อย ๆ ไม่ต้องเร่ง เพราะเวลาเราเดินลำไส้จะมีการขยับตัว อาหารก็จะย่อยง่ายและยังเป็นการใช้พลังงานไปในตัวอีกด้วย เป็นแนวทางที่ดีในการปฏิบัติจะได้ไม่อ้วนนะคะ

3. อาหารมื้อเย็นที่ควรหลีกเลี่ยง
ได้แก่ อาหารที่ย่อยยาก เช่น ของมัน ของทอด เนื้อสัตว์ติดมัน อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง ถ้าต้องทานควรทานในปริมาณเล็กน้อย และไม่ควรทานอาหารที่เป็นกรดมาก เพราะอาจทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนหลอดอาหารได้
สำหรับวัยผู้ใหญ่ แนะนำว่าอาหารมื้อเย็นควรเป็นอาหารย่อยง่าย มีโปรตีนสูง มีคาร์โบไฮเดรตบ้าง แต่ไม่ต้องมาก เช่น ข้าว ข้าวซ้อมมือ (จะทำให้อยู่ท้องกว่า) ผักลวก ผักต้ม และต้องคำนึงถึงสารอาหารที่ครบทั้ง 5 หมู่ด้วยนะคะ

เพียงทำตามขั้นตอนนี้ก็หมดปัญหาเรื่องกลัวอ้วนเพราะอาหารเย็นไปได้เลยค่ะ

กินคลีนแบบไทย ใครๆ ก็ทำได้

 

กระแสของการกินอาหารคลีนมาแรงอย่างต่อเนื่อง หลายๆ คนคิดว่าอาหารคลีนที่ดีต้องมีราคาแพง หรือการกินอาหารที่ปราศจากไขมัน จริงๆ แล้วการกินคลีนในแบบไทย คือ ‘การกินให้เป็นธรรมชาติ’ นั่นเอง
กินให้เป็นแบบธรรมชาติด้วย 3อ 2ส.
ด้านที่ปรึกษากรมอนามัย และผู้ทรงคุณวุฒิด้านโภชนาการ สสส. อ.สง่า ดามาพงษ์ เล่าว่า หลายๆ คนใช้ชีวิตอย่างประมาทในด้านการกินและการออกกำลังกาย ทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมามากมาย โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้องรัง (NCDs) ซึ่งได้แก่ โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ (Cardiovascular & Cerebrovascular Diseases ) โรคถุงลมโป่งพอง (Emphysema) โรคมะเร็ง (Cancer) โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) โรคอ้วนลงพุง (Obesity) สำหรับประเทศไทย สถิติล่าสุดพบว่ามีถึง 14 ล้านคน ที่เป็นโรคในกลุ่มโรค NCDs และที่สำคัญเป็นสาเหตุหลักการเสียชีวิตของประชากรทั้งประเทศ
นอกจากเรื่องการกินและการออกกำลังกายแล้ว ภาวะด้านอารมณ์เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลย เพราะมนุษย์ที่ชอบเอาชนะ เครียด ด่าเก่ง เอาแต่โทษคนอื่น ปล่อยวางไม่เป็น นั่นเรียกว่า ภาวะมะเร็งอารมณ์ สิ่งที่มนุษย์ควรทำคือ การตั้งสติ เพื่อเกิดปัญญาและหาทางดับทุกข์นั้นโดยเร็ว เพราะพฤติกรรมแย่ๆ ทั้งหมดนั้น ไม่ว่าจะขี้เกียจออกกำลังกาย กินอาหารไม่มีประโยชน์ พยายามหาข้ออ้างทั้งหลาย จะนำมาสู่การมีอายุร่างกายสั้น ซึ่งอายุร่างกายนี่เองจะเป็นหมอดูทำนายชีวิตที่เหลืออยู่ ซึ่งที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ความสำคัญมากๆ ในการเผยแพร่ความรู้และความเข้าใจด้านสุขภาพ 4 มิติ เพื่อลดภาวะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน
กินคลีนแบบไทย ให้ถูกต้องยุคออนไลน์
อ.สง่า เล่าต่อว่า คนกินไม่เป็น คือ คนที่ไม่กินอาหารไทย เพราะอาหารไทยนี่เองที่เป็นภูมิปัญญาของคนไทย เป็นมรดกจากบรรพบุรุษที่สรรสร้างขึ้น เช่น แกงเขียวหวาน ที่ใส่มะเขือพวงลงไป เพราะเมื่อรสเฝื่อนจากมะเขือพวงกระทบกับรสของกะทิจะมีความเข้ากันพอดี และมะเขือพวงนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระมาก ป้องกันความเสื่อมและช่วยชะลอความแก่ ฯลฯ สำหรับช่วงปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ ดอกแค คนโบราณนิยมนำมาทำแกงส้มดอกแค เพราะอุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยป้องกันและรักษาอาการหวัด และนี่คือตัวอย่างเคล็ดลับของอาหารไทยและผักพื้นบ้านของไทย
นอกจากการรู้จักกินอาหารไทยแล้วนั้น อ.สง่า ยังให้ความรู้เพิ่มเติมว่า ปัจจุบันเป็นที่น่าห่วงเรื่องการกินอาหารรสหวานของคนไทย เพราะคนไทยกินน้ำตาลเฉลี่ย 29 ช้อนชาต่อวัน ทั้งๆ ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้กินน้ำตาลเพียง 6 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งน้ำตาลที่เกินมานั้นจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันในร่างกาย เกิดการสะสมและเกิดโรคอ้วนตามมา นอกจากนี้แล้วต้องกินไขมันไม่เกิน 6 ช้อนชา และเกลือ 1 ช้อนชาต่อวัน หรือจำตัวเลขง่ายๆ ว่า 6:6:1
กินคลีนอย่างไร
เคล็ดไม่ลับการกินคลีนง่ายๆ คือ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ อย่างพอเพียงและพอดีในแต่ละมื้อ ไม่ควรอดอาหารหรือกินอาหารเกินกว่าความต้องการของร่างกาย นอกจากนี้แล้วควรเน้นกินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นพื้น ในบรรดาเนื้อสัตว์ทั้งหมด อ.สง่า แนะนำว่า กินเนื้อปลาดีที่สุดเพราะย่อยง่าย มีไขมันที่ดี และมีประโยชน์กับร่างกาย และเน้นกินผักในทุกมื้ออาหาร โดยให้สัดส่วนของผักเป็น 2 ส่วน คาร์โบไฮเดรต 1 ส่วน และโปรตีนอีก 1 ส่วน (หลัก2:1:1) ปรุงแต่งอาหารจากวัตถุดิบธรรมชาติ และ ไม่หนักรสชาติเค็ม หวาน และปรุงให้ใกล้เคียงกับรสชาติแบบธรรมชาติที่สุด
การไม่ยึดติดรสชาติ หรือการกินอาหารรสชาติใกล้เคียงธรรมชาตินั้นอาจดูเหมือนไม่ถูกปากคนไทยเท่าที่ควร แต่ถ้าหากลองพยายามทำ และค่อยๆ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินทีละนิดๆ เชื่อว่า สุขภาพดีทีมาจากการกินอาหารที่ดีอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนค่ะ

“คอยื่น หลังค่อม”ภัยแฝงยุคดิจิตอล

 

นอกจากส่งผลต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจสำหรับการติดสมาร์ทโฟนเกินขอบเขตความพอดี ภัยและโทษของยุคดิจิตอลยุคใหม่ยังส่งผลเสียต่อบุคลิกภาพอีกด้วย ซึ่งล่าสุดภัยแฝงที่ส่งผลต่อร่างกายที่กำลังพบมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก คือ “Forward head posture” หรือ “โรคคอยื่น” เป็นอาการที่กระดูกสันหลังส่วนคอยื่่นออกไปข้างหน้ามากกว่าปกติ ส่งผลให้บริเวณคอและไหล่ต้องรับแรงกดทับมาก และแรงกดดันที่เส้นประสาทจะทำให้เกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรงเรื้อรังได้
โดยโรค Forward head posture เกิดจากสาเหตุที่กล้ามเนื้ออ่อนแรง อันเป็นผลจากขาดการออกกำลังกายและจากไลฟ์สไตล์ชีวิตสังคมก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ติดต่อกันนาน ๆ เป็นประจำ การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ โดยไม่มีการพัก รวมไปถึงการแบกสะพายกระเป๋าที่มีน้ำหนักมากเกินไปเป็นระยะเวลานานๆ ซึ่งทำกล้ามเนื้อถูกใช้งานในลักษณะเดียว (แบบอาการนิ้วล็อค) โดยเฉพาะบริเวณลำคอ ทำให้คอยื่นไปข้างหน้าผิดปกติ
เกิดผลกระทบต่อตั้งแต่เล็กน้อย เช่น อาการปวดหลังปวดไหล่เรื้อรัง ไหล่หอ ขากรรไกรเคลื่อน-ค้างและเจ็บบริเวณขากรรไกร ปวดศีรษะ ชาตามแขนและมือ เจ็บหน้าอก ไปจนถึงผลร้ายที่ทำให้ร่างกายอาจเสียการทรงตัวได้ง่ายกว่าเดิมเพราะเมื่อกล้ามเนื้อผิดรูปทำกระดูกสันหลังส่วนบนทำให้เอนไปที่ด้านหลัง ยาวไปจนถึงกระดูกสะโพกเอียงมาด้านหน้าทำให้ลักษณะการยืนและการเดินผิดปกติ เตี้ยลง และหมอนรองกระดูกเสื่อม
เลิกก้มหน้า ใช้ในระยะเวลาที่เหมาะสม
ไม่ว่าจะทำงานหรือเล่นโทรศัพท์สมาร์ทโฟนควรวางหน้าจอให้ห่างจากดวงตาประมาณ 18-24 นิ้ว ให้ระดับหน้าจอสูงในระดับสายตา เพื่อให้ศีรษะอยู่ในลักษณะตรงเวลา ไม่ควรก้มหรือเงยเป็นเวลานาน ๆ ทั้งนี้ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง ควรมีการผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณคอ อาทินั่งหลังตรงแล้วหงายคอ ก้นหน้า และไปด้านหลัง ด้านข้างซ้ายและขวา เป็นระยะเวลา 5 วินาที ประมาณ 10 ครั้ง หรือมากกว่านั้น จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อและกระดูกบริเวณคอมีความยืดหยุ่น หรือลุกเดินขยับร่างกายในท่าการบริหารการออกกำลังกายเบื้องต้นก็จะยิ่งช่วยให้กล้ามเนื้อต่างๆ ได้ผ่อนคลายแถมสุขภาพดีอีกด้วย
ปรับไลฟ์สไตล์ชีวิต
วิธีแก้ไขและป้องกันอีกวิธีหนึ่งก็คือ การออกกำลังกาย เพราะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อบริเวณคอให้แข็งแรง อีกทั้งท่าออกกำลังกายบางท่ายังถือเป็นการช่วยจัดเรียงกระดูกไม่ให้ผิดรูป ให้กระดูกกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ซึ่งวิธีบริหารคอให้แข็งแรงและช่วยจัดกระดูก มีด้วยกัน 3 ท่าด้วยกัน ซึ่งสามารถทำได้ทุกเวลา
โดยท่าที่ 1.ยกแขนข้างขวาขึ้น เอามือมาวางบนกระดูกสันหลังบริเวณหลังคอ โดยให้ศอกชี้ขึ้นบน จากนั้นหันหน้าไปฝั่งตรงกันข้ามกับแขนแล้วเหลือบตามองต่ำโดยที่คอยังยืดตรง ค้างท่าไว้ พร้อมกับหายใจเข้าและออกช้าๆ ทำซ้ำ 3 ครั้ง ทั้ง 2 ข้าง
ท่าที่ 2. ให้เรานอนหงายลงกับพื้น โดยให้ไหล่กับศีรษะชิดพื้น จากนั้นให้ชันเข่าขึ้นมาโดยให้หน้ามองตรงขึ้นไปด้านบน ก่อนจะยกศีรษะขึ้นโดยเกร็งคอไว้พร้อมกับค้างและหายใจเข้าออก ทำซ้ำกันทั้งหมด 3 เซต
ท่าที่ 3. ท่าสุดท้ายให้เราเปลี่ยนจากนอนหงายเป็นนอนคว่ำหน้า แล้ววางมือประสานกันบนพื้น วางหน้าผากลงบนมือ เกร็งคอตรง แล้วยกศีรษะขึ้นค้าง จากนั้นนับ 1-10 แล้วคลายท่า ทำในจำนวนเซตที่เท่ากันกับท่าที่ 2
นอกจากการออกกำลังกายการปรับไลฟ์สไตล์ชีวิตนั้น ควรหลีกเลี่ยงการแบกกระเป๋าสะพายหลังที่ไม่เหมาะสมด้วย (น้ำหนักที่เหมาะสมควรไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนัก) และหลีกเลี่ยงการสะพายกระเป๋าด้วยไหล่ข้างเดียว เพราะจะทำให้ไหล่รับน้ำหนักจนอาจได้รับการบาดเจ็บ
อย่างไรก็ตามควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทำการวินิจฉัยอาการอย่างละเอียด เพื่อรู้ระดับอาการป่วยและสามารถกำหนดทิศทางรูปแบบการทำกายภาพบำบัดที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะแม้ว่าอาการจะไม่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต แต่หากปล่อยเรื้อรังนอกจากจะเสียบุคลิกภาพ ยังส่งผลร้ายต่อสุขภาพโดยรวมต่อร่างกายที่อาจแทรกซ้อนในอนาคต

เป็นโรคเก๊าต์ ทำไมชอบโทษ ‘ไก่’

 

ความเชื่อหนึ่งที่ได้รับการเผยแพร่ออกไปในวงกว้าง ด้วยประโยคที่ว่า “การรับประทานไก่มากๆ จะทำให้เป็นโรคเกาต์” และนั่นเองก็ทำให้ใครหลายๆ คน ไม่อยากที่จะกินไก่ได้อย่างสบายใจนัก เพราะว่า ต้องมานั่งกังวลกับ “โรคเกาต์” นั่นเอง
แน่นอนว่า “โรคเกาต์” สาเหตุหลักก็มาจากการรับประทานอาหารของคนเรา ที่หากเลือกกินไม่ดี ก็จะทำให้เกิดภาวะดังกล่าวได้ แต่ในขณะเดียวกันแล้ว ถ้ารู้และเข้าใจซักในเกี่ยวกับโรคนี้ซักนิดนึง บางทีก็ทำให้สบายใจได้ในระดับหนึ่งก็เป็นได้
เป็นโรคเก๊าต์ ทำไมชอบโทษไก่ ทั้งที่ความจริงคือ…
อะไรคือ “โรคเกาต์”
โรคเกาต์ คือโรคที่เกิดจากภาวะกรดยูริคในเลือดสูงเป็นระยะเวลานานจนตกตะกอน ทำให้เกิดโรคข้ออักเสบ ซึ่งโรคดังกล่าวสามารถรักษาให้หายขาดได้ หากได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม
ซึ่งโรคดังกล่าว สามารถ แบ่งได้ 3 ระยะ คือ
ระยะข้ออักเสบเฉียบพลัน ตัวโรคมักเกิดที่ข้อหัวแม่เท้า หรือ ข้อเท้า จะมีอาการข้อปวดบวมแดงรุนแรงใน 24 ชั่วโมงแรก หากไม่รักษาก็จะหายเองได้ 5-7 วัน แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นอย่างซ้ำๆ
ระยะไม่มีอาการ พอหลังจากข้ออักเสบหายแล้ว ผู้ป่วยจะไม่มีอาการใดๆ
ระยะเรื้อรัง คือ หลังจากที่มีอาการซ้ำ 3-5 ปี ข้ออักเสบก็จะมีมากขึ้น และจะเกิดการลามมาที่ข้ออื่นๆ จนเกิดก้อนจากผลึกของกรดยูริคขนาดโตขึ้นเรื่อยๆ และอาจจะแตกจนเห็นเป็นผงขาวนวลคล้ายชอล์กได้
กรดยูริค คืออะไร
กรดนี้ ส่วนใหญ่ร่างกายจะสร้างเอง มีเพียงส่วนน้อยไม่ถึงร้อยละ 20 ที่ได้รับจากอาหาร ซึ่งถ้าคนปกติจะมีค่าในเลือดอยู่ในระดับไม่เกิน 7 มิลลิกรัม/เดซิลิตรในเพศชายและหญิงวัยหลังหมดประจำเดือน ส่วนหญิงในวัยที่ยังมีประจำเดือนจะมีระดับไม่เกิน 6 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ค่าที่สูงเกินกว่าระดับดังกล่าวถือว่ามีกรดยูริคสูง ซึ่งภาวะดังกล่าวสัมพันธ์กับภาวะอ้วน, พันธุกรรมในครอบครัว, ยาในบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ และยาแอสไพริน และ โรคร่วม เช่น ความดันโลหิตสูง, อาหารที่มีกรดยูริคสูง
เป็นโรคเก๊าต์ ทำไมชอบโทษไก่ ทั้งที่ความจริงคือ…
อาหารที่ทำให้มีกรดยูริคสูง
เหล้าและเบียร์
เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ ไต สมอง
อาหารทะเล
อาหารที่มีไขมันสูง เช่น ขนมเค้ก ขนมปัง น้ำหวาน หรือ น้ำผลไม้ที่มีรสหวาน
ทำอย่างไรหากเป็นโรคเกาต์
พบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อติดตามผลการรักษา
หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น คือ การหยุดยาเอง/รับประทานยาไม่สม่ำเสมอ, การดื่มแอลกอฮอล์, ในรายที่อาหารมีกรดยูริคสูงบางชนิดที่กระตุ้นการกำเริบของโรคควรหลีกเลี่ยงอาหารดังกล่าว, การนวดและบีบข้อ
รักษาโรคร่วมและดูแลสุขภาพของตนเอง และควรงดสูบบุหรี่
สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ แต่ยกเว้นในบางรายที่มีข้ออักเสบ และเมื่อรับประทานอาหารในบางชนิดแล้ว ควรหลีกเลี่ยงอาหารดังกล่าวชั่วคราว แต่ถ้าสามารถควบคุมกรดยูริคได้แล้ว ก็สามารถรับประทานอาหารตามปกติได้

“อะไร” ที่ไม่ควรใส่ไว้ในกระเป๋าสตางค์

 

กระเป๋าสตางค์เป็นหนึ่งในของใช้ติดตัวที่มีความสำคัญมาก ถ้าใครเคยมีประสบการณ์ในการทำกระเป๋าสตางค์หาย คงจะรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่เดือดเนื้อร้อนใจอย่างสุดๆ ทีเดียว เพราะนอกจากจะสูญเสียเงินไปแล้ว ยังต้องมานั่งปวดหัวกับสิ่งของซึ่งเราเก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์ที่หายไปอีกด้วย
เนื่องจากมีหลายท่านที่ชอบใส่สิ่งของต่างๆ ไว้เยอะแยะมากมายในกระเป๋าสตางค์ ดังนั้น การจำกัดสิ่งของบางอย่างที่ใส่ไว้ในกระเป๋าสตางค์จะช่วยไม่ให้เราสูญเสียทรัพย์สินและพบกับความร้อนใจมากเกินไป 5 สิ่งที่ไม่ควรใส่ในกระเป๋ามีดังนี้
1. ใบเสร็จ หลายท่านชอบเก็บใบเสร็จไว้ในกระเป๋าสตางค์ เพราะต้องการเก็บข้อมูลว่าเราใช้จ่ายอะไรไปบ้างและเท่าไหร่ อีกประการหนึ่งคือ เผื่อว่า สินค้าที่ซื้อมาไม่ถูกใจและได้นำไปคืนได้ แต่ถ้าหากเราทำกระเป๋าสตางค์หาย ใบเสร็จที่เราเก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์เป็นสิ่งที่บอกข้อมูลส่วนตัวต่างๆ ของเราได้ มีตัวเลขบัตรเครดิต 4 หลัก ชื่อ นามสกุล และหากต้องการลดหย่อนภาษีจะมีที่อยู่ของเรากำกับอยู่ด้วย ดังนั้น หากเราต้องการเก็บใบเสร็จควรเก็บไว้ที่อื่นที่ไม่ใช่ในกระเป๋าสตางค์เพื่อป้องกันเหตุดังกล่าว
2. บัตรเครดิต บางท่านมีบัตรเครดิตหลายอัน และขนบัตรเครดิตทุกอันเก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์ เมื่อเวลาหายขึ้นมาทีก็ต้องโทรศัพท์ยกเลิกเป็นพัลวัน ซึ่งเป็นการเสียเวลามาก กว่าจะเสร็จเผลอๆ หัวขโมยนำบัตรไปใช้ไม่รู้จักกี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว ดังนั้น เราควรเก็บบัตรเครดิตไว้ที่บ้าน พกพาไปเพียง 2 ใบ คือ บัตรกดเงินสดได้ และบัตรเครดิต 1 ใบเท่านั้น ที่เหลือเก็บไว้ที่บ้าน นอกจากนี้ การทำเช่นนี้ยังช่วยให้เราไม่จับจ่ายใช้สอยเกินความจำเป็นอีกด้วย
3. โทรศัพท์มือถือ ปัจจุบันมีโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่มีช่องสำหรับเก็บเอกสารสำคัญเงินและบัตรส่วนตัวต่างๆ ของเราด้วย เราควรแยกโทรศัพท์มือถือ และกระเป๋าสตางค์ออกจากกัน เพราะจะเป็นเรื่องยุ่งยากมากเมื่อเราทำกระเป๋าสตางค์หาย แล้วเราไม่มีโทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสารแจ้งเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ดังนั้น เราควรแยกโทรศัพท์มือถือ กับกระเป๋าสตางค์ ไม่ให้เก็บอยู่ในที่เดียวกัน
4. สมุดบัญชีธนาคาร มีหลายท่านที่เก็บสมุดบัญชีธนาคารต่างๆ เก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์ด้วย ซึ่งเราไม่ควรจะทำเช่นนั้น เพราะเมื่อกระเป๋าสตางค์หาย สมุดบัญชีธนาคารต่างๆ เหล่านั้นจะเป็นช่องทางให้พวกหัวขโมยทั้งหลายไปปลอมแปลงเอกสารและจับจ่ายใช้สอยเงินในธนาคารของเราได้โดยง่าย ดังนั้น ควรเก็บสมุดบัญชีธนาคารต่างๆไว้ที่บ้านจะปลอดภัยกว่า
5. สมุดเช็ค สมุดเช็คที่ว่างเปล่าอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกหัวขโมยเข้าไปใช้ได้โดยง่าย ถึงแม้ว่าในเวลาต่อมาจะมีการอายัดเช็คแล้วก็ตาม แต่รหัสธนาคารและรายละเอียดต่างๆ ของท่านยังอยู่ที่ผู้ชิงทรัพย์ที่สามารถสืบเสาะได้ไม่ยาก
นอกจากนี้ ยังมีสิ่งของที่เราไม่ควรจะเก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์ ได้แก่ กุญแจ เครื่องประดับ และของมีค่าต่างๆ เราควรมีความรอบคอบในการดูแลป้องกันทรัพย์สินของตนเอง บทความนี้เป็นเรื่องสำคัญที่หลายๆ ท่านอาจมองข้ามไป ผู้เขียนจึงอยากเขียนมาเตือนว่าให้ทุกท่าน “กันไว้ดีกว่าแก้”

เชื้อก่อโรคในส้มตำหอยดอง

 

ส้มตำ เป็นอาหารที่รับประทานได้ทุกมื้อ ทุกที่ ทุกเวลา เนื่องจากเป็นอาหารที่หารับประทานง่ายและปรุงเองได้ง่ายตามใจชอบโดยสามารถใส่วัตถุดิบได้หลากหลายชนิด
เรามักเรียกชื่อส้มตำแต่ละชนิดตามวัตถุดิบ เช่น ส้มตำมะม่วง ส้มตำแตง ส้มตำถั่ว ส้มตำปูปลาร้า ส้มตำกระท้อน ส้มตำหอยดอง เป็นต้น
หลายคนมักจะตั้งคำถามและพิพากษาให้ส้มตำเป็นอาหารที่ต้องเฝ้าระวังเรื่องความปลอดภัย เหตุเพราะบางรายทานแล้วเกิดอาการท้องร่วง ท้องเสีย ขั้นเบาถึงขั้นรุนแรง นั่นเป็นเรื่องที่ต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ สาเหตุของอาการดังกล่าว เกิดขึ้นจากจุลินทรีย์ก่อโรคที่มีอยู่ในอาหาร และที่มักพบบ่อยและคุ้นหู คือ วิบริโอ พาราฮิโมไลติคัส
เชื้อก่อโรคชนิดนี้ เป็นเชื้อที่มักพบปนเปื้อนในอาหารทะเล และตามธรรมชาติ ดิน แม่น้ำ ทะเล อากาศ เมื่อนำอาหารทะเลมาใช้เป็นวัตถุดิบปรุงอาหาร หรือหากมือผู้ปรุงสัมผัสกับเชื้อ เมื่อเราทานอาหารเข้าไป ร่างกายก็จะได้รับอันตรายจากเชื้อก่อโรคเข้าไปด้วย เชื้อชนิดนี้มีระยะฟักตัว 4-96 ชั่วโมง หลังจากที่ทานอาหารที่มีการปนเปื้อนเข้าไป ส่วนใหญ่อาการจะเกิดประมาณ 15 ชั่วโมงหลังจากได้รับเชื้อ อาการทั่วไปคือ ท้องเสีย เป็นตะคริว อาเจียน มีไข้หนาวสั่น
วันนี้ สถาบันอาหารทำการสุ่มเก็บตัวอย่างส้มตำหอยดองตามร้านขายส้มตำ จำนวน 5 ตัวอย่าง จาก 5 ย่านการค้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อตรวจหาการปนเปื้อนของ เชื้อ วิบริโอ พาราฮิโมไลติคัส ผลปรากฏว่าไม่พบการปนเปื้อนในส้มตำหอยดองทุกตัวอย่าง วันนี้ท่านที่โปรดปรานส้มตำหอยดองก็คงสบายใจกันได้

ตำรวจสกัดจับยาบ้าได้ที่ลำปาง 2 ล้านเม็ด

 

ช่วงเย็น วันนี้ (17 ก.พ.60) พันตำรวจเอก ชัยโรจน์ เอียงพยุง ผู้กำกับการ สภ. เวียงมอก อ.เถิน จ.ลำปาง ได้นำกำลังตั้งด่าน ตรวจค้นยาเสพติด บนถนนเถิน-สายทุ่งเสลี่ยม บริเวณบ้านกุ่มเนิ้ง ในเขตตำบลแม่มอก อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง ซึ่งขณะเจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้น ปรากฏว่ามีรถยนต์ปิกอัพ สีดำ เป็นรถสี่ประตู ขับมาตามถนนมุ่งหน้าจากอำเภอเถินไปอำเภอทุ่งเสลี่ยมสุโขทัย ซึ่งมีรถจำนวน 2 คัน ขับผ่านเข้ามา เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงเรียกตรวจรถปรากฏว่ารถทั้งสองคันได้พยายามจะแหกด่านหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าติดตามจับกุม และค้นรถคันดังกล่าวอย่างละเอียด พบยาบ้าประมาณ 2 ล้านเม็ด บรรจุในกระสอบปุ๋ยไว้ท้ายกระบะ มูลค่า 600 ล้านบาท และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้วหนึ่งราย คือนาย วิชาวัฒน์ แซ่ท่อ อายุ 23 ปี ชาว จ เพชรบุรี ส่วนรถยนต์ที่ติดตามขบวนการค้ายา คาดว่าจะเป็นรถที่นำทางของขบวนการผู้ค้ายาเสพติด อีก 2 คันรวมทั้งหมด 3 คัน ซึ่งขณะนี้ได้ทำการแหกด่านหนีไป 2 คันและคนขับรถวิ่งหนีเข้าไปในป่าเขตพื้นที่ตำบลแม่มอก ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่มอก และตำรวจ สภ.เถินลำปาง กำลังประสานกำลังตำรวจในพื้นที่กว่า 30 นายนำ กำลังปูพรมเข้าตรวจค้นไล่ล่า เพื่อติดตามจับกลุ่มพ่อค้ายา ที่หลบหนีอยู่ในป่า ในเขตตำบลแม่เมอก อำเภอเถิน จังหวัดลําปาง ขณเดียวเจ้าหน้าที่ก็ได้ทำการขยายผลถึงที่มาของยาบ้าจำนวนมากดังกล่าวรวมถึงผู้ร่วมขบวนการที่เหลือ และ จากการสอบปากคำผู้ต้องหาเบื้องต้น บอกเพียงว่าขนยาบ้า ดังกล่าวมาจากจังหวัดเชียงรายยังไม่ทราบว่า รถนำทางจะให้ไปส่งที่ จังหวัดไหน ล่าสุดเจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมรถนำทางได้ครบทั้งหมดแล้ว รวม 3 คัน ส่วนคนขับจับได้ 2 คน ที่เหลือหลบหนี จนท.เร่งขยายผลติดตามขบวนการขนยาบ้าที่เหลือ สำหรับขบวนค้ายารายนี้ทราบว่าทางเจ้าหน้าที่ทราบแบะแสและได้มีการติดตามมาก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะมาแหกด่านที่จังหวัดลำปางจนถูกรวบตัวดังกล่าว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมนำผู้ต้องหาพร้อมของกลางไปแถลงข่าวที่จังหวัดเชียงใหม่.