หากินในแผ่นดินไทย… แต่ไร้ซึ่ง”ภาษี”

 

สมาคมอีคอมเมิร์ซของไทย เรียกร้องรัฐบาลควบคุมการเข้ามาทำธุรกิจออนไลน์ของต่างชาติ ที่พบว่ามีเม็ดเงินไหลออกจากประเทศกว่าหมื่นล้านบาท โดยที่ประเทศไทยไม่ได้อะไรจากเม็ดเงินนี้

จากกรณีที่กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากร เตรียมออกมาตรการภาษี เพื่อเก็บเงินจากการทำธุรกิจออนไลน์ แต่ปรากฏว่ามีธุรกิจออนไลน์จากต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในไทย ผู้ประกอบการในไทยเรียกร้องให้รัฐเข้ามาดูแล

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ตลาดดอทคอม เห็นด้วยกับการเก็บภาษีธุรกิจออนไลน์ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ที่ผู้มีรายได้ต้องเสียภาษี โดยเฉพาะกับธุรกิจออนไลน์จากต่างชาติ คิดว่าควรทำให้ได้ เพราะมีเม็ดเงินจำนวนมากแต่ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่มาทำธุรกิจ ไม่มีสำนักงานในประเทศไทย หรือถ้ามีก็เป็นพนักงานและออฟฟิศที่ตั้งในลักษณะออฟชอว์ คือ การทำธุรกรรมไม่ได้เข้ามาในไทย แบบนี้ไม่ได้อะไรกับประเทศไทยเลย มีเม็ดเงินไหลออกจากประเทศส่วนนี้หลายหมื่นล้านบาท คิดว่ารัฐบาลควรรีบหยุด หรือหาวิธีการจัดการ ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ของไทยเห็นจุดนี้มานานแล้ว
นายภาวุธ บอกด้วยว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซต่างชาติส่วนใหญ่มาจากจีน เกาหลี และอเมริกา ที่ปัญหามีลักษณะคล้ายกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ กลายเป็นว่าคนไทยจะจองที่พัก โรงแรมในออนไลน์ต้องผ่านบริการของต่างชาติ และมีการขอให้โรงแรมลดราคา จนทำให้ต่างชาติคุมดีมานด์ความต้องการของตลาดได้

ตอนนี้กลายเป็นว่า ยักษ์ใหญ่เข้ามาทุบ เอาเงินมาเท มาทำการตลาดในประเทศต่อไปจะไม่มีผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซในประเทศเลย เพราะว่าจะโดนต่างชาติคุมธุรกิจนี้หมด ซึ่งเรื่องนี้ก็มีโอกาสคุยบ้าง แต่คุยกับคนที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจ และไม่รู้เรื่องมากกว่า ประมาณ 80% ของธุรกิจออนไลน์ มาจากการให้บริการจากต่างประเทศ ฉะนั้นการจับจ่าย ซื้อแอพพลิเคชั่น การซื้อสติ๊กเกอร์ ลงโฆษณา ซื้อหนังฟังเพลง มาจากต่างประเทศทั้งนั้น ถ้าเราไม่มีมาตรการบอกได้เลยว่าอีก 3-5 ปีข้างหน้า เม็ดเงินอีกมหาศาลจากคนไทยที่จะเข้าสู่ดิจิตัลจะไหลออกไปนอกประเทศแบบที่เราไม่คาดคิด”

นายกสมาคมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย บอกอีกว่า อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซของไทย ต้องการพูดคุยกับผู้ที่มีอำนาจของรัฐบาลที่มีความเข้าใจกับการทำธุรกิจออนไลน์ เพื่อทราบนโยบายการดูแลอุตสากรรมอีคอมเมิร์ซของไทยที่มีกว่า 5 แสนราย เพราะเห็นว่ารัฐบาลให้ความสนใจกับอีคอมเมิร์ซต่างประเทศ

เปิดใจ! “โรมัน กอนซาเลซ” หลังแพ้ครั้งแรกในชีวิต

 

“ช็อคโกลาติโต้” โรมัน กอนซาเลซ ยอดกำปั้นชาวนิการากัว ยังคงช็อกไม่หายกับการพ่ายแพ้ครั้งแรกในการชกมวยอาชีพ ที่มีต่อผู้ท้าชิง ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น ที่เมดิสันสแควร์ การ์เดน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม ที่ผ่านมา

ก่อนการชก กำปั้นชาวนิการากัว วัย 29 ปี เจ้าของสถิติแชมป์โลก 4 รุ่น ได้รับการยอมรับจากวงการมวยทั่วโลกว่าเป็นนักมวยที่ดีที่สุดในโลกจากทุกรุ่นการแข่งขัน และมีภาษีดีกว่า ผู้ท้าชิงชาวไทยมาก ชนิดที่อัตราต่อรองในร้านพนันถูกกฎหมายออกราคามาแบบห่างชั้นกันแบบสุดกู่

แต่เกมการชกไม่เป็นแบบที่หลายฝ่ายคิด เพราะเพียงแค่ยกแรก “เจ้าแหลม” ก็เป็นฝ่ายอัดขวาเข้าชายโครง ส่งร่างแชมป์ทรุดลงไปกองกับพื้น ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุถูกหัวชน ซึ่งทำให้ “ช็อคโกลาติโต้” ต้องเจอกับแผลที่หางคิ้วขวา ทำให้ตลอดการชกมันเป็นอุปสรรคในการมองเห็น และทำให้เจ้าตัวหยุดสถิติชนะรวดไว้ที่ 46 ไฟต์ ก่อนเพิ่มสถิติเป็นความพ่ายแพ้แทน

“มันเป็นการชกที่ดีไฟต์หนึ่ง ผมมีสภาพร่างกายที่ดี และสามารถยืนแลกหมัดได้ตลอดทั้ง 12 ยก แต่ก็อย่างที่เห็นมันเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากจริงๆ ผมต้องคอยเช็ดเลือดจากหางคิ้วขวา และพี่เลี้ยงต้องคอยห้ามเลือดในระหว่างพักยก ผมต้องขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้การชกเป็นไปด้วยดี”

“ผมไม่เห็นด้วยกับผลการตัดสิน แต่มันเป็นเกมกีฬา และผมก็ไม่มีปัญหาอะไร หากไม่ได้รีแมตช์กับนักชกชาวไทยอีกครั้ง ผมมีความสุขที่ได้กลับมายังประเทศของผม ผมจะได้พักผ่อนบ้าง ผมรู้ว่ามันเป็นการต่อสู้ที่ยากไฟต์หนึ่ง แต่ผมไม่เคยมีภาพในหัวเลยว่าผมจะเป็นฝ่ายปราชัยในครั้งนี้” โรมัน กอนซาเลซ กล่าว

ปาฏิหาริย์! เครื่องบินตกที่เซาท์ซูดาน ผู้โดยสารรอดยกลำ

 

 

สื่อต่างประเทศรายงานว่า เครื่องบินโดยสารสายการบินเซาท์ ซูพรีม แอร์ไลน์ ของประเทศเซาท์ซูดาน ประสบอุบัติเหตุตก ขณะกำลังลงจอดที่สนามบินวาอู ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ (20 มี.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น

ตามรายงานระบุว่า เครื่องบินลำดังกล่าวมีผู้โดยสารทั้งหมด 43 คน และลูกเรืออีก 6 คน เครื่องบินขึ้นจากสนามบินในกรุงจูบา เมืองหลวงของประเทศ มุ่งหน้าสู่เมืองวาอู

โดยขณะที่นักบินกำลังนำเครื่องลงจอดเกิดทัศนวิสัยย่ำแย่ หมอกลงจัด ทำให้นักบินมองเห็นรันเวย์ไม่ชัดและเป้าหมายบนรันเวย์พลาด จนเครื่องเครื่องตกกระแทกพื้นอย่างรุนแรง และเกิดเพลิงลุกไหม้ตามมาเกือบหมดลำ เหลือเพียงส่วนหางเท่านั้น

Nona Guadenesio รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศของรัฐแจ้งว่า มีผู้โดยสาร 37 คน ถูกส่งตัวไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลแล้ว และมี 31 คนที่ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ส่วนคนที่เหลืออีก 6 คนมีอาการคงที่ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้เสียชีวิตแต่อย่างใด
ทั้งนี้ สนามบินดังกล่าวอยู่ใกล้กับตำแหน่งของทหารรักษาสันติภาพชาวจีนในเมืองวาอู หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพชาวจีนได้รีบรุดไปยังสถานที่เกิดเหตุ พร้อมเข้าช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินและทีมแพทย์ในท้องถิ่นด้วยเช่นกัน

ปากทำเหตุ! ตำรวจสั่งปรับพนักงานแบงค์ พูดคำว่า “ระเบิด!” ในสนามบินสุวรรณภูมิ

 

หนุ่มแบงค์ธนาคารดัง ปากพาซวย ตะโกนลั่น “ระเบิด! ระเบิด!” หยอกล้อ รปภ.สนามบินสุวรรณภูมิ จนท.แจ้งข้อหาทำประชาชนแตกตื่น พูดคำหวงห้ามในที่สาธารณะ

(21 มี.ค.) เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เชิญตัว นายอรุณ อายุ 35 ปี พนักงานธนาคาร มาพบร้อยตำรวจโทหญิงสุพัฒตรา ราษฎร์นิยม รองสารวัตรสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อลงบันทึกประจำวันและแจ้งข้อกล่าวหา หลังแจ้งความเท็จจนเป็นเหตุให้ประชาชนตื่นตกใจ โดยมีอัตราโทษปรับ 1,000 บาท หรือโทษจำคุก 1 เดือน หรือทั้งจำและปรับ หลังจากที่ นายอรุณ ได้เอ่ยปากกับเจ้าหน้าที่ รปภ.ว่ามีระเบิด

นายสุรพล อายุ 33 ปี เจ้าหน้าที่ รปภ.ให้การว่า ขณะที่ตนเองกำลังปฎิบัติหน้าที่อยู่บริเวณลานจอดรถโซนเอ นายอรุณ ผู้ก่อเหตุได้ขับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเข้ามาในเขตหวงห้าม จึงได้แสดงตัวขอตรวจค้นตามหลักมาตราฐานสากลด้านความปลอดภัยในท่าอากาศยาน แต่ปรากฏว่านายอรุณได้จอดรถและยกลังกระดาษเดินเข้ามาและโยนใส่ตนเองโดยระบุว่า “ระเบิด! ระเบิด!” ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยคำว่า “ในกล่องไม่มีระเบิดหลอก” ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดและอาจเกิดความเสียหายต่อระบบรักษาความปลอดภัยได้ อีกทั้งคำพูดดังกล่าวถือเป็นข้อห้ามในสนามบิน ตนจึงรีบแจ้งผู้บังคับบัญชาให้ทราบก่อนจะเชิญตัวมาพบพนักงานสอบสวน
ด้าน นายอรุณ พนักงานธนาคารรายนี้ให้การว่า ตนเองไม่มีเจตนาจะพูดคำดังกล่าวในสถานที่นี้ สาเหตุที่เข้ามาในพื้นที่นั้นเพื่อจะมาตั้งบูธให้บริการลูกค้าเท่านั้น ส่วนคำพูดดังกล่าวที่พูดไปตนเข้าใจผิดคิดว่า รปภ.ทั้งสองนั้นเป็นคนที่ตนเองรู้จักและคุ้นเคยจึงหยอกล้อเล่นได้ โดยเจ้าหน้าที่แจ้งโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ มีโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับไว้ก่อน

อย่างไรก็ตามสำหรับ นายอรุณ ถือเป็นการกระทำความผิดนอกอากาศยาน แต่ยังอยู่พื้นที่ควบคุมของสนามบิน จึงถือเป็นความผิดลหุโทษพนักงานสอบสวนจึงพิจารณาสั่งปรับและว่ากล่าวตักเตือนไป

ดีท็อก คืออะไร มีประโยชน์และข้อควรระวังอะไรบ้าง ?

 

 

ดีท็อก (Detox) หรือเราอาจจะเรียกได้ว่าเป็น การล้างพิษ ชนิดหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่ หากพูดถึงกระบวนการนี้ เราจะนึกไปถึงการ ดีท็อก ลำไส้เพื่อล้างพิษเอาสิ่งสกปรกต่างๆ รวมไปถึงเชื้อโรคที่ให้โทษต่อร่างกายออกไป แต่จริงๆ แล้วการ ดีท็อก เป็นกระบวนการที่ไม่ใช่กำจัดพิษจากส่วนของลำไส้เราเท่านั้น แต่หมายถึงการนำเอาสารพิษต่างๆ ออกจากร่างกาย ลดการสะสมและคั่งค้างของ ของเสีย และสารพิษ ซึ่งเป็นตัวการทำลายสุขภาพ เกิดความเจ็บป่วยต่างๆ

วิธีการดีท็อกมีประเภทไหนบ้าง วิธีดีท็อกสารพิษออกจากร่างกายมีหลายประเภทด้วยกัน ได้แก่ 1. ดีท็อกด้วยการกิน กำจัดสารพิษออกจากร่างกายด้วยการกินเข้าไป การกินในที่นี้คือ การกินอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งจะอุดมไปด้วยสารที่ช่วยดีท็อกร่างกาย พร้อมหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารปนเปื้อน เช่น อาหารหมักดอง อาหารขัดขาว อาหารที่ผ่านการฟอกสี อาหารสำเร็จรูป หันมากินผักและผลไม้ ความถึงเน้นเป็นอาหารทำเองจากธรรมชาติที่มีความสดใหม่
2. ดีท็อกด้วยการสวนลำไส้ การสวนลำไส้จัดว่าเป็นการแพทย์ทางเลือก ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย แต่จะต้องทำด้วยคนที่มีความรู้ เพราะเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อได้ง่าย เป็นการกำจัดสารพิษตกค้างภายในลำไส้ และช่วยลดอาการท้องผูก ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดียิ่งขึ้น 3. ดีท็อกด้วยการอดอาหาร การอดอาหารเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เราเคยได้ยินกันมาบ้าง เป็นความเชื่อเฉพาะกลุ่มว่าจะช่วยให้ร่างกายได้รับการพักผ่อน โดยเฉพาะระบบย่อยอาหาร เหมือนการจำศีล การอดล้างพิษจะแตกต่างกันออกไปแล้วแต่สำนัก โดยทั่วไปจะใช้เวลา 1-2 วัน ทดแทนด้วยการดื่มน้ำเปล่าหรือน้ำผักผลไม้ทดแทน จริงๆ แล้วการ ดีท็อก มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีหากเราทำการกำจัดพิษออกจากร่างกายอย่างถูกวิธี ไม่ว่าจะเป็นการสวนล้างพิษภายในลำไส้ ที่แนะนำว่าต้องทำจากคนที่มีความรู้ อุปกรณ์ต้องมีความสะอาด หลีกเลี่ยงการทำด้วยตัวเอง ส่วนการอดอาหารจะต้องดูสภาพร่างกายของตัวเองด้วยว่าพร้อมหรือไม่ หากมีโรคประจำตัวที่ต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอันตรายชนิดรุนแรงขึ้นมาได้

กรมควบคุมโรค แนะผู้ป่วยเบาหวานควรหันมาให้ความสำคัญกับอาหารประเภทปลา

 

กรมควบคุมโรคแนะผู้ป่วยเบาหวาน ควรหันมาให้ความสำคัญกับอาหารประเภทปลา ซึ่งมีคุณค่าทางอาหารมากทั้งในปลาน้ำจืดและปลาทะเล
นางสาวกัญญรัตน์ เกียรติสุภา ประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรปราการ ได้รับแจ้งจากกรมควบคุมโรคว่า เบาหวานโรคอันดับต้นๆ ที่คนไทยเป็นกันมาก และเป็นโรคที่ต้องดูแลเอาใจใส่ในเรื่องการบริโภคอาหารเป็นสำคัญ ผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าคนปกติ ต้องควบคุมอาหารและน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ผู้ป่วยเบาหวาน ควรหันมาให้ความสำคัญกับอาหารประเภทปลา ซึ่งมีคุณค่าทางอาหารมาก ไม่ทำให้อ้วน และราคาไม่แพงอีกด้วย
ปลาเป็นหนึ่งในอาหารที่มีโคเรสเตอรอลต่ำ ย่อยง่าย และเนื้อปลาเป็นโปรตีนคุณภาพดีที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและสมอง นอกจากเนื้อปลาแล้ว ไขมันปลาก็ยังมีประโยชน์ เป็นแหล่งโอเมก้า– 3 ที่หลายคนคิดว่ามีแต่ในปลาทะเลเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วมีอยู่ทั้งในปลาน้ำจืดและปลาทะเล โดยโอเมก้า– 3 จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันที่เป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน การเลือกบริโภคปลาจะต่างจากการเลือกเนื้อสัตว์อื่นๆ โดยการเลือกซื้อเนื้อหมูหรือเนื้อสัตว์อื่นๆ เราจะเลือกที่มีมันน้อยๆ แต่ถ้าเราเลือกปลาเราต้องเลือกที่ตัวใหญ่ๆ มีไขมันมาก เพราะไขมันเหล่านั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น
ส่วนชนิดของปลาที่ให้ประโยชน์มากที่สุด คือ ปลาสวาย มีโอเมก้า3 สูงถึง 2,570 มก.ต่อน้ำหนัก 100 กรัม ซึ่งมากกว่าปลาทะเล จึงอยากแนะนำให้หันมาบริโภคปลาน้ำจืดในบ้านเรา เพราะมีราคาถูกแต่มีคุณประโยชน์ที่สูง แถมช่วยลดการบริโภคปลานำเข้า ที่คุณค่าทางอาหารจะลดลงไปเมื่อถูกแช่แข็ง และที่สำคัญยังไม่พบการแพ้ปลาน้ำจืด เหมือนกับปลาทะเลอีกด้วยสำหรับการปรุงเมนูปลาที่มีคุณประโยชน์ที่สุดอยู่ที่การต้มหรือนึ่ง ที่จะทำให้ได้คุณค่าทางอาหารอย่างครบถ้วนที่สุด โดยให้หลีกเลี่ยงเมนูทอดให้มากที่สุด ทั้งนี้ควรมีการบริโภคอาหารที่มีเมนูปลาอย่างน้อย 2 มื้อต่อสัปดาห์ แต่หากบริโภคได้ทุกวันก็จะดีที่สุด

บราซิลกวาดล้างขบวนการส่งออกเนื้อเน่า

 

บราซิลเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกเนื้อวัวรายใหญ่ที่สุดในโลก โดยประเทศที่สั่งซื้อเนื้อจากบราซิล รวมถึง สิงคโปร์ ซาอุดิอาระเบีย จีน ญี่ปุ่น รัสเซีย เนเธอร์แลนด์ และอิตาลี
ปริมาณการส่งออกเนื้อของบราซิลปีที่แล้ว มีมูลค่า 4,300 ล้านดอลลาร์ (150,500ล้านบาท) ขณะที่ปริมาณการส่งออกสัตว์ปีกของประเทศนี้ มีมูลค่าประมาณ 5,900ล้านดอลลาร์ (206,500 ล้านบาท)
ในการกวาดล้างเครือข่ายค้าเนื้อเน่าครั้งนี้ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลบราซิล 33 คนถูกสั่งพักงาน ขณะที่นักการเมืองและบริษัทเอกชนหลายแห่งถูกสอบสวน ในฐานะผู้ต้องสงสัยเกี่ยวพันการส่งออกเนื้อวัวและเนื้อไก่เสื่อมคุณภาพไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกเป็นเวลานานหลายปี
ขณะเดียวกัน โรงงานบรรจุเนื้อวัวในบราซิล ถูกสั่งปิดไปแล้ว 3 แห่ง และอีกราว 21 แห่งกำลังถูกตรวจสอบ โดยกิจการส่วนใหญ่ที่ถูกตรวจสอบเป็นผู้ส่งออกเนื้อวัวให้แก่ประเทศแถบยุโรปและพื้นที่อื่นๆ เนื่องจากบราซิลเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกเนื้อวัวรายใหญ่ของโลก
นายแบลโร แม็กกี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของบราซิล มีกำหนดพบปะหารือตัวแทนทางการทูตของประเทศต่างๆ ในบราซิลภายในวันนี้ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและป้องกันไม่ให้แต่ละประเทศออกมาตรการกีดกันเนื้อวัวที่ส่งออกจากบราซิล
ด้านบริษัทเจบีเอส ซึ่งเป็นผู้ส่งออกเนื้่อวัวรายใหญ่ ออกแถลงการณ์ปฏิเสธกรณีถูกกล่าวหาว่าพัวพันการส่งออกเนื้อวัวเสื่อมคุณภาพ
ปฏิบัติการปราบปรามและจับกุมผู้ส่งออกเนื้อเสื่อมคุณภาพเกิดขึ้นในพื้นที่ 6 รัฐของบราซิลตั้งแต่เมื่อวันที่ 17 มี.ค. หลังมีการติดตามสืบสวนมานานกว่า 2 ปี โดยเจ้าหน้าที่ราว 1,000 นายได้บุกตรวจค้นสถานที่ต่างๆ 194 จุด ทั้งยังสอบสวนผู้บริหารบริษัทต่างๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและนักการเมืองจำนวนหนึ่ง ซึ่งรับเงินสินบนจากเอกชนเพื่อแลกเปลี่ยนกับการออกเอกสารรับประกันคุณภาพเนื้อส่งออก
ตำรวจบราซิลตั้งข้อหาละเมิดสุขอนามัยแก่บริษัทต่างๆ กว่า 30 แห่ง รวมถึงบริษัทเจบีเอส ผู้ส่งออกเนื้อวัวรายใหญ่ซึ่งกระจายสินค้าไปยัง 150 ประเทศทั่วโลก และบริษัทบีอาร์เอฟ ซึ่งเป็นผู้ส่งออกเนื้อไก่รายใหญ่ของโลก โดยเจ้าหน้าที่หน่วยสอบสวนสืบสวนกลางระบุว่า มีหลักฐานยืนยันการกระทำผิดมากกว่า 40 กรณี

ข้าวเหนียวมะม่วงขายดีหน้าร้อน วันละกว่า10,000บาท

 

สุรินทร์-ข้าวเหนียวมะม่วงขายดีหน้าร้อน เพิ่มยอดขายทะลุเป้า โกยเงินวันละกว่า 10,000 บาทขายอาชีพเสริม จนกลายมาเป็นรายได้หลักของครอบครัว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบป้าเหนียง หรือนางปัญญา นับวันดี อายุ 62 ปี แม่ค้าข้าวเหนียวมะม่วง (เจ้าเก่าเจ้าเดิม) ตั้งรกรากขายมานานกว่า 30 ปี ที่ร้านเยื้องศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ ถนนหลักเมือง ต.ในเมือง จ.สุรินทร์ ช่วงนี้มะม่วงจะลูกดกมากในหน้าร้อน เมนูยอดฮิตของชาวสุรินทร์ ขณะนี้คือ ข้าวเหนียวมะม่วง นอกจากนี้ยังมี ข้าวเหนียวมูลหน้าสังขยา และข้าวเหนียวมูลหน้าปลาช่อน เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้า และยังมีการจำหน่ายลอดช่องสิงคโปร์ นวดแป้งด้วยมือเอง ไม่ได้ซื้อสำเร็จเหมือนเจ้าอื่นๆทั่วไป นำมาวางขายในราคาแสนถูก รสชาติโดนใจ มะม่วงสุก สด สะอาด ข้าวเหนียวมูลใบเตย หวานมันส์ คัดอย่างดี กะทิสดคั่นเอง เริ่มต้นเพียง 20 บาทเท่านั้นก็สามารถ เพิ่มยอดขายทะลุเป้าทุกวันกว่าวันละ 10,000 บาทเลยทีเดียว

ป้าเหนียง หรือนางปัญญา นับวันดี อายุ 62 ปี แม่ค้าข้าวเหนียวมะม่วง(เจ้าเก่าเจ้าเดิม) กล่าวว่า เริ่มเรียนรู้วิธีการทำข้าวเหนียมมะม่วงจากแม่ย่า กว่า 30 ปีที่ผ่านมา ทำข้าวเหนียวมะม่วงต้องคัดเลือกกะทิสดอย่างดี วันหนึ่งใช้กะทิประมาณ 14 ก.ก. ข้าวเหนียวเขี้ยวงู จาก อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ มะม่วงพันธุ์ น้ำดอกไม้ และอกร่อง จากตลาดน้ำดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี มาขายแยกเป็นชุดละ 50 บาท ขายมะม่วงเป็น ก.ก.ๆ ละ 180 บาท ข้าวเหนียวมูล ครึ่ง ก.ก. ขายในราคา 90 บาท ถ้าซื้อข้าวเหนียวมูลเป็น ก.ก.ก็ขายในราคา 180 บาท วันหนึ่งจะมียอดขายกว่า 10,000 บาท เมื่อหักต้นทุนแล้วก็จะเหลือกำไรวันละประมาณ 2,000 บาท ขายมานานกว่า 30 ปี เป็นเจ้าเก่าเจ้าเดิมที่คนสุรินทร์รู้จักกันเป็นอย่างดี ปีหนึ่งจะขายข้าวเหนียวมะม่วงครั้งเดียวช่วงหน้าร้อน ระหว่างเดือน มี.ค.-พ.ค.ขาย 3 เดือน สลับขายสินค้าอย่างอื่นไปด้วยตามฤดูกาล

นอกจากความอร่อยของข้าวเหนียวมะม่วง ตนยังเน้นความสะอาดของตัวข้าวเหนียวและร้านที่วางขายด้วย ทุกอย่างต้องสะอาด บรรจุภัณฑ์ก็เช่นกัน จะใช้ใบตองรองข้าวเหนียวมูลแทนการใช้พลาสติก ตนขายข้าวเหนียวมะม่วงเป็นอาชีพเสริม จนกลายมาเป็นรายได้หลักของครอบครัว

พิษรักหึงแรง ครูสาวมอบตัวพร้อมฝากขัง รับบีบคอแฟนทอมตาย

 

 

ครูสาวอัตราจ้าง หึงแรงแฟนทอม ระเบิดโทสะลงมือบีบคอแฟนตาย ยอมเข้ามอบตัวพร้อมคุมตัวส่งฝากขังศาลเชียงใหม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. ได้เกิดเหตุสะเทือนขวัญ หลังครูสาวได้ลงมือฆ่าแฟนทอมด้วยการบีบคอจนเสียชีวิต ภายในบ้านพักเลขที่ 30/2 ม.15 ต.สุเทพ จ.เชียงใหม่ ซึ่งภายหลังการก่อเหตุเวลาประมาณ 24.00 น. ผู้ต้องหาได้เข้ามอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ภูพิงค์ราชนิเวศน์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

และทราบต่อมาว่า ครูสาวคนดังกล่าว ชื่อ น.ส.จันทร์เพ็ญ ชาติกุลวาณิช อายุ 30 ปี ซึ่งได้ให้ปากคำอ้างว่า ก่อนเกิดเหตุได้เดินทางมาเพื่อสอบบรรจุครูที่ในเขตพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และได้พักอาศัยอยู่กับ น.ส.ชนัสนท์ ทองบำรุง อายุ 25 ปี สถานะแฟนทอม

โดยในช่วงที่อาศัยอยู่ด้วยกันนั้น ครูสาวเปิดเผยว่า ได้เกิดการระแคะระคายว่าอีกฝ่ายจะปันใจไปมีคนอื่น เพราะอยู่ห่างกันคนละจังหวัด จึงเกิดความหึงหวงก่อนจะมีมีปากเสียงกันอย่างหนัก และได้ลงมือทำร้ายร่างกายกันและกัน ในช่วงการทะเลาะวิวาทครูสาวได้พลั้งมือบันดาลโทสะกระโดดขึ้นคร่อมร่างของผู้ตาย แล้วบีบคอแฟนทอมสุดแรง ก่อนจะพบว่า แฟนทอมนั้นได้แน่นิ่งไป ทีแรกไม่คิดว่าแฟนทอมจะเสียชีวิต และเมื่อได้สติก็ปล่อยมืออกจากคอของแฟนทอมและออกไปหาเพื่อน เพื่อขอรับคำปรึกษาและให้เพื่อนปลอบใจ

กระทั่งมาทราบในเวลาต่อมาว่า น.ส.ชนัสนันท์นั้น ได้เสียชีวิตแล้ว ด้วยความเสียใจและสำนึกผิดในสิ่งที่ทำลงไป ครูสาวจึงได้เดินทางมาเมื่อพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อมอบตัว โดยในเบื้องต้น ด้านของ พ.ต.ท.นิรันดร พสุวรวัฒนกุล สารวัตรเวร สภ.ภูพิงค์ ได้แจ้งข้อหาทะเลาะวิวาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ก่อนจะมีการนำตัว น.ส.จันทร์เพ็ญหรือครูสาว ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพเมื่อช่วงเวลา 03.00 น. พร้อมทั้งเตรียมคุมตัวส่งฝากขังศาลจังหวัดเชียงใหม่ในวันนี้ และด้านคดีได้ดำเนินการตามกฏหมายต่อไป

‘เจ้าสัวเจริญ’ ติดอันดับ 69 มหาเศรษฐีรวยที่สุดในโลก

 

บลูมเบิร์ก จัดอันดับ “เจ้าสัวเจริญ” แห่งไทยเบฟฯ ติดอันดับ 69 มหาเศรษฐีรวยที่สุดในโลก หนึ่งเดียวในประเทศไทย
เจ้าสัวเจริญจากไทยเบฟฯ ขึ้นที่ 1 เศรษฐีรวยสุดของไทย หลังสื่อบลูมเบิร์กจัดให้อยู่อันดับ 69 โลก โดยรายละเอียด เกี่ยวกับการคำนวณ ที่ให้ไว้ในการวิเคราะห์รายได้สุทธิบนเพจโปรไฟล์ของเศรษฐีแต่ละราย ซึ่งตัวเลขอัพเดทจากทุนการค้าแต่ละวัน ในตลาดนิวยอร์ก
ซึ่งผู้นักธุรกิจ ชาวไทย มี ชื่อ “เจ้าสัวเจริญ” หรือ นายเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของ บมจ.ไทยเบฟเวอร์เรจ มีรายชื่อ ติดเป็นอันดับ ที่ 69 มีรายได้อยู่ที่ 14.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ กลายเป็น เศรษฐีอันดับ 1 ของไทยตามการจัดอันดับของบลูมเบิร์ก
ในส่วน 5 อันดับเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลก ที่ 1 ยังเป็นเจ้าของไมโครซอฟ ยักษ์ใหญ่ อย่าง วิลเลียม เฮนรี เกตส์หรือบิล เกตส์ ชาวอเมริกัน ที่มีมูลค่าทรัพย์สินที่ 86.2 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ
ตามมาด้วย วอร์เร็น เอ็ดเวิร์ด บัฟเฟตต์ นักลงทุนก้องโลกของสหรัฐฯ มูลค่าทรัพย์สิน 77.7 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ 3 เป็น เจฟฟ์ เบซอส เจ้าของร้านค้าออนไลน์ระดับโลกอเมซอนชาวอเมริกา ทรัพย์สินที่ครอบครอง 73.8 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ
ที่ 4 เจ้าของแบรนด์ซาร่า (Zara) ชาวสเปน มีมูลค่าทรัพย์สินที่ 72.5 พันล้านเหรียญ และที่ 5 มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ค ชาวสหรัฐฯ มีมูลค่าทรัพย์สินที่ครอบครอง 60.2 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ
ฝากเจ้าพ่อร้านค้าออนไลน์ชื่อดังฟากเอเชียจากจีนอย่าง แจ๊ค หม่า อยู่ในอันดับที่ 15 มีมูลค่าทรัพย์สินที่ครอบครอง 36.2พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ