รู้เท่าทัน โรคฮีทสโตรก (Heat Stroke)

 

เข้าสู่ฤดูร้อนของจริง และในปีนี้ประเทศไทยจะร้อยกว่าทุกปีที่ผ่านมา โดย อ.จิรพล สินธุนาวา อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า ช่วงวันที่ 17-19 มีนาคมนี้ ประเทศไทยจะร้อนที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน เพราะมีมวลอากาศร้อนจากมหาสมุทรแปซิฟิกมีอุณหภูมิสูงขึ้นจากปกติในรอบ 50 ปี พัดเข้ามาปกคลุม อุณหภูมิอาจจะร้อนทะลุ 40 องศาเซลเซียส หากใครต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งนานๆ ควรหลีกเหลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาจจะเสี่ยงเป็นโรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรกได้ ซึ่งมีอันตรายถึงชีวิตกันเลยนะคะ วันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับ โรคฮีทสโตรก พร้อมกับวิธีป้องกันมาบอกทุกคนค่ะ

รู้เท่าทัน โรคฮีทสโตรก (Heat Stroke)
โรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) คืออะไร?

โรคฮีทสโตรก คือโรคที่เกิดกับร่างกายในภาวะที่ได้รับความร้อนมากเกินไป ทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส มีผลทำให้สมองส่วนควบคุมอุณหภูมิของร่างกายทำงานผิดปกติ ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือที่ถูกต้อง และทันท่วงที ส่งผลร้ายแรง ทำให้หัวใจหยุดเต้น ถึงขั้นเสียชีวิตได้

8 สัญญาณเตือน โรคฮีทสโตรก
ไม่มีเหงื่อออก แม้จะอากาศร้อนมาก (ถ้าร้อนแดดทั่วๆ ไปจะมีเหงื่อออก)
ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อย ๆ อาจส่งผลให้หน้าแดง
รู้สึกกระหายน้ำเป็นอย่างมาก
วิงเวียน ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน
หายใจเร็ว เกร็งกล้ามเนื้อ
ชัก มึนงง มีอาการสับสน
รูม่านตาขยาย ความรู้สึกตัวลดน้อยลง
อาจรุนแรงถึงขั้นหมดสติ และหัวใจเต้นเร็ว แต่แผ่วเบา ถ้าช่วยไม่ทันอาจะเสียชีวิต
ช่วยเหลือผู้เป็น โรคฮีทสโตรก อย่างไรให้ถูกวิธี
ปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดย การนำตัวเข้ามาในที่ร่ม
จากนั้นให้ผู้ป่วยนอนราบ ยกเท้าสูงทั้งสองข้าง
คลายเสื้อผ้าให้หลวม
ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตามตัว และศรีษะ ร่วมกับการใช้พัดลมเป่าระบายความร้อน เพื่อลดอุณหภูมิร่างกายให้ลดต่ำลงโดยเร็วที่สุด
หากยังไม่ฟื้น ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล
ใครบ้างที่เสี่ยงเป็น โรคฮีทสโตรก
1.ผู้สูงอายุ
2.เด็ก
3.ผู้ที่อดนอน
4.ผู้ที่ดื่มเหล้าจัด
5.ผู้ที่ทำงานในสภาพอากาศที่ร้อนชื้น
6.ผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคอ้วน
7.นักกีฬา และทหารที่เข้ารับการฝึก โดยไม่มีการเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อม
วิธีป้องกัน โรคฮีทสโตรก
1.ควรดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ก่อนออกจากบ้าน

2.ในวันที่มีอากาศร้อนจัด หากมีเหตุจำเป็น ควรใส่เสื้อผ้าที่มีสีอ่อน เนื้อผ้าเบาโปร่ง ไม่หนา ระบายอุณหภูมิความร้อนได้ดี ทาครีมกันแดดที่มี SPF 30 ขึ้นไปก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง สวมหมวกด้วยก็ได้

3.หากต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อน หรือออกกำลังกลางสภาพอากาศร้อน ควรดื่มน้ำ ให้ได้ชั่วโมงละ 1 ลิตร แม้จะไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม

4.คนทำงานในที่ร่มก็ควรดื่มน้ำ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว

5.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

6. เด็กเล็ก และคนชรา ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ให้อยู่ในห้องที่มีอากาศระบาย ถ่ายเท ได้ดี

 

เคล็ดลับโดนแดดยังไง? ให้ผิวไม่ดำ

 

ในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ เพื่อนๆ คงไม่มีใครอยากออกจากบ้านโดยที่ไม่จำเป็นหรอก..จริงไหมค่ะ แต่ทุกๆ คนก็ต่างมีเหตุผลให้ต้องได้ออกนอกบ้านอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นออกไปทำงาน ออกไปเรียน หรือแม้แต่กระทั่งต้องออกไปหาอะไรกินก็ตาม ล้วนแต่ต้องเผชิญกับปัญหาแสงแดด ผิวคล้ำเสีย ครีมกันแดด SPF 30 ยังเอาไม่อยู่แล้วทุกวันนี้ เรียกได้ว่าโลกเราร้อน

เคล็ดลับโดนแดดยังไง? ให้ผิวไม่ดำ
ขึ้นมากทุกวันจริงๆ วันนี้เราจะมาเสนอบทความเกี่ยวกับวิธีดูแลผิว..หลังเผชิญแสงแดด อาจจะไม่ถึงกับดีขึ้น หรือช่วยได้ 100% แต่ก็ดีกว่าไม่ดูแลบำรุงผิวกันเลยนะจ๊ะ

1.ทำให้ผิวเย็นลง
เมื่อเริ่มรู้สึกว่ามีอาการผิวหนังเริ่มลอก ให้พยายามทำให้ผิวหนังเย็นลง ใช้ผ้าขนหนูนุ่มๆ หนาๆ ที่แช่เย็นหรือชุบน้ำเย็นประคบ ตรงบริเวณที่โดนแดดเผา เพื่อให้อุณหภูมิของผิวหนังในบริเวณนั้นกลับมาเป็นปกติ แต่อย่าเช็ดหรือถูผิวแรงๆนะคะ เพราะนั่นยิ่งจะทำให้ผิวหนังลอกออกไปมากขึ้น

2.โยเกิร์ตพอกหน้า
ในโยเกิร์ตมีสารอาหารที่จะช่วยให้ผิวที่อ่อนล้ากลับมาแข็งแรง ยิ่งถ้าตากแดดจนหน้าลอก ต้องทาโยเกิร์ตทุกวันจนกว่าผิวจะหายแสบร้อน

3.ดื่มน้ำเยอะๆ
เมื่อผิวเริ่มเสียหายไปการรักษาให้กลับมาดีใหม่ก็ต้องเริ่มจากร่างกาย การดื่มน้ำเยอะๆทำให้เสริมสร้างความชุ่มชื้นของผิวหนัง น้ำประมาณ 8-10 แก้ว ต่อวันจะดีต่อผิวพรรณของเรา
4.ทาไวท์เทนนิ่งครีม
หลังจากที่สภาพผิวดีขึ้นจากอาการลอก และแสบร้อนแล้ว ให้บำรุงผิวด้วยไวท์เทนนิ่งครีมเพราะไวท์เทนนิ่งครีมจะช่วยบำรุง ฟื้นฟูผิวและลดเลือดจุดด่างดำที่เกิดจากแสงแดดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้ผิวของเรากลับมากระจ่างใสอีกครั้ง

5.ทานอาหารที่เป็นประโยชน์กับผิว
โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามิน A B C E และเบตาแคโรทีน เช่น แตงกวา มะเขือเทศ ว่านหางจระเข้ มะนาวซึ่งจะช่วยฟื้นฟูความสดใสให้ผิวได้

4 สัญญาณ ที่ร่างกายบอกว่า คุณกำลัง ‘เครียด’

 

ไม่ว่าจะเป็นวัยไหน หนึ่งสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ ความเครียด ถือเป็นอีกสิ่งที่เป็นสัจธรรมในชีวิต สาเหตุของความเครียดนั้นมีหลายรูปแบบและแตกต่างกันออกไปตามความคิด มุมมอง ทัศนคติ และความรู้สึก ทางที่ดีเราควรรู้ว่า ตอนนี้เรารู้สึกยังไง เมื่อรู้สึกเครียดหรือมีปัญหาอะไร เราจะได้แก้ปัญหาถูกจุด แต่เมื่อเราเครียดแบบไม่รู้ตัวนี่สิเป็นปัญหาของจริง! วันนี้ Campus-Star จะพาคุณไปสำรวจตัวเองว่า คุณมี 4 สัญญาณที่ร่างการบอกว่าคุณกำลังเครียดรึปล่าว! ถ้ามีจะได้รีบแก้ไขยังไงล่ะจ๊ะ

ร่างกายบอกว่าเรากำลังเครียด…
1. ตัวร้อนในสถานการณ์ที่ตึงเครียด
เมื่อคุณเจอเข้ากับสถานการณ์ที่ตึงเครียด อุณหภูมิในร่างกายของคุณจะเพิ่มขึ้น รวมไปถึง เหงื่อออก ร่างกายสั่นเทา ปากแห้ง กระวนกระวายใจ หายใจถี่อาจถึงขั้นแน่นหน้าอก ปัสสาวะบ่อย ท้องเสีย หัวใจเต้นแรง ขอให้คุณรู้ไว้ว่า เมื่อคุณเกิดความเครียด ร่างกายก็จะเครียดไปด้วย แต่จะเป็นอาการในแบบฉบับของกายภาพ ฉะนั้นเมื่อวันที่คุณพบเจอกับสถานการณ์ที่ตึงเครียด แล้วคุณมีอาการเหล่านี้ นั่นแสดงว่าร่างกายคุณต้องการจะบอกให้คุณใจเย็นๆ

2. ผมร่วง น้ำหนักลด นอนไม่หลับ
อาการผมร่วง น้ำหนักลด นอนไม่หลับ เป็นผลพวงมากจากสัณญาณข้อแรก เมื่อร่างกายส่งสัณญาณทางกายภาพว่า ‘คุณกำลังเครียดนะ’ แต่ถ้าคุณเพิกเฉยและไม่สนใจคิดจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง อาการที่เกิดจากความเครียดเหล่านั้นก็จะส่งผลต่อร่างกายของคุณ คุณควรสำรวจตัวเองว่า คุณเครียดเรื่องอะไร แล้วปัญหามันอยู่ที่ไหน จากนั้นก็แก้มันซะ! เพื่อสุขภาพทางกายและใจที่ดี

3. ไม่มีสมาธิ
เหมือนกับคุณพยายามจะทำงาน แต่ในสมองหมกมุ่นอยู่กับอีกเรื่องหนึ่ง มันก็ทำให้คุณไม่สามารถโฟกัสสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ เพราะคุณไม่มีสมาธิ รู้ไว้เลยว่า เมื่อคุณไม่มีสมาธิ ร่างกายกำลังบอกให้คุณ ‘เลือกโฟกัสเลือกใดเรื่องหนึ่ง’ ฉะนั้นไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม คุณควรสนใจกับสิ่งที่ทำอยู่ เพื่อเรียกสมาธิกลับมาอีกครั้ง

4. โรคเก่ากำเริบ
อาการน้ำหนักลด หรือผมร่วง อาจจะเกิดขึ้นจากความเครียดได้ก็จริง แต่ถ้าคุณเคยเป็นป่วยเป็นโรคอื่น แล้วละเลยคำแนะนำของหมอไปล่ะก็ อาการเหล่านี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน! ฉะนั้น คุณควรสำรวจตัวเองทั้งร่ายกายและจิตใจ สิ่งสำคัญคือ อย่าหลอกตัวเอง! เพราะ การทำแบบนั้นไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น ยอมรับความจริงซะ ทำความเข้าใจ แก้ปัญหาให้ตรงจุด แค่นี้ก็สามารถบอกลาความเครียดไปได้เลย

ฟอร์ดเริ่มนำไม้ไผ่มาผลิตรถยนต์

 

ฟอร์ดเริ่มนำไม้ไผ่มาผลิตรถยนต์ เพราะเล็งเห็นถึงความแข็งแกร่ง ยืดหยุ่น แถมไม้ไผ่ปลูกง่ายยังเติบโตเร็ว

ปรกติแล้วเราอาจจะเคยนั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่ เห็นของที่สร้างจากไม้ไผ่ และอาจเคยกินหน่ออ่อน แต่รู้หรือไม่ว่า รถยนต์ของคุณกำลังจะมีไม้ไผ่เป็นส่วนประกอบเพิ่มเติม เพราะเป็นหนึ่งในวัสดุธรรมชาติที่แข็งแกร่งที่สุด

ในขณะที่การลงทุนการวิจัยช่วยให้เราคิดค้นวัสดุใหม่ๆ เช่น คาร์บอนไฟเบอร์ที่ทนทานเป็นพิเศษ และอะลูมิเนียมน้ำหนักเบา แต่ก็มีวัสดุธรรมชาติที่แข็งแกร่งเติบโตด้วยความสูงประมาณ 1 เมตรต่อวัน ในสวนหลังบ้านของเรานี่เอง
“ไม้ไผ่เป็นสิ่งมหัศจรรย์” เจเน็ต ยิน หัวหน้าฝ่ายวิศกรรมวัสดุ ศูนย์วิจัยและวิศวกรรมฟอร์ด หนานจิง กล่าว “มันแข็งแกร่งแต่ยืดหยุ่น สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และยังมีอยู่มากทั้งในประเทศจีน และพื้นที่อื่น ๆ ในเอเชีย”

ประโยชน์ของไม้ไผ่เป็นที่ยอมรับมานานกว่าศตวรรษ แม้แต่โธมัส เอดิสัน ก็ยังเคยทดลองใช้ไม้ไผ่ระหว่างการประดิษฐ์หลอดไฟหลอดแรกของโลก สำหรับภายในอาคาร ความทนทานจากแรงดึงของไม้ไผ่นั้น เทียบเท่าหรือเหนือกว่าเหล็กบางชนิดเสียอีก

เนื่องจากไม้ไผ่สามารถเติบโตถึงจุดเจริญเติบโตเต็มที่ได้ในระยะเวลาเพียง 2 ถึง 5 ปีเท่านั้น จึงถือว่าเติบโตใหม่ได้อย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับต้นไม้ชนิดอื่นที่ใช้เวลาหลายสิบปี ในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เจเน็ตและทีมทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ เพื่อวิจัยความเป็นไปได้ในการใช้ไม้ไผ่ภายในตัวรถยนต์ และเพื่อผลิตชิ้นส่วนที่แข็งแรงเป็นพิเศษด้วยการผสานเข้ากับพลาสติก ค้นพบว่า ไม้ไผ่มีความทนทานยิ่งกว่าทั้งเส้นใยสังเคราะห์และธรรมชาติที่ใช้ในการทดสอบต่าง ๆ ทั้งในแง่ของความทนจากแรงดึงไปจนถึงความสามารถในการรับแรงกระแทก

นอกจากนี้ ไม้ไผ่ยังผ่านการทดสอบด้วยความร้อนสูงกว่า 100 องศาเซลเซียส เพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถคงคุณสมบัติอยู่ได้แม้ในภาวะความร้อนสูง

ระหว่างที่การทดสอบคุณสมบัติของไม้ไผ่ยังดำเนินต่อไป ก่อนหน้านี้ฟอร์ดได้เริ่มวิจัยวัสดุใหม่ เข้าทดสอบจนผ่านมาตรฐาน เริ่มใช้จริงแล้วก็คือ “เส้นใยไนลอน” ใช้ผลิตใบพัดลมทำความเย็น ในฟอร์ด โฟกัส และฟอร์ด เอสคอร์ท

ที่มาของ เส้นใยไนลอน (หรือเส้นด้ายดิบ) เป็นส่วนเกินมาจากโรงงาน มีปริมาณประมาณ 1-3 เปอร์เซ็นต์ ของด้ายดิบที่ใช้ในการผลิตทั้งหมดของโรงงาน ฟอร์ดได้ช่วยลดปริมาณเส้นด้ายดิบเหลือทิ้งมากกว่า 700,000 กิโลเมตรต่อปีในทวีปเอเชีย แปซิฟิค เกือบเทียบเท่ากับระยะทางไปกลับระหว่างโลกและดวงจันทร์
“เวลาที่อธิบายถึงวิธีการที่เราใช้วัสดุยั่งยืนและรีไซเคิลในรถยนต์ ถ้าคนฟังไม่รู้สึกชื่นชอบในไอเดียทันที ก็จะต้องการความแน่ใจว่าวัสดุที่ใช้มีคุณภาพสูงจริง ๆ การทำงานของทีมไม่เพียงแต่ควบคุมวัสดุให้มีคุณภาพยอดเยี่ยมเท่านั้น แต่ยังแข็งแกร่งและยั่งยืนในทุกแง่มุมอีกด้วย เมื่อเข้าใจถึงกระบวนการต่าง ๆ แล้ว พวกเขาก็สนับสนุนในไอเดียนี้” เจเน็ต กล่าว

ความมุ่งมั่นในการลด การนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิล คือ ส่วนหนึ่งของกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืนในระดับโลกของฟอร์ด เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ประสิทธิภาพเชื้อเพลิงสูงทั่วโลก

สุดท้ายหากไม้ไผ่ผ่านการทดสอบทุกกระบวนการแล้ว รถยนต์ของฟอร์ดก็จะมีไม้ไผ่เป็นหนึ่งในวัตถุดิบการผลิตรถยนต์ แม้จะเป็นการเริ่มต้นใช้ผสมเล็กน้อย แต่ก็ลดการพึ่งพาแร่โลหะทั้งหลายลงได้

5 เหตุผล ที่ทำไมสาว ๆ ถึงเหมาะกับการทาลิปสติกสีแดง

 

เหตุผลที่ทำไมสาว ๆ ถึงเหมาะกับการทาลิปสติกสีแดง บอกเลยว่าถ้าได้รู้แล้ว สาว ๆ ทั้งหลายต้องรีบหาลิปสติกสีนี้มาใช้แน่นอน

สีแดง ในทางจิตวิทยาหมายถึงสีแห่งความมีเสน่ห์เย้ายวน ให้ความรู้สึกน่าหลงใหล น่าค้นหา เป็นสีที่ให้อารมณ์รุนแรงและเร่าร้อน เป็นสีที่มีอิทธิพลต่อความรัก มีแรงดึงดูดต่อเพศตรงข้าม นอกจากนี้สีแดงยังแสดงออกถึงความมั่นใจ เพราะเป็นสีที่มีพลัง ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง ลิปสติกสีแดงจึงเป็นเครื่องสำอางยอดฮิตสำหรับสาว ๆ เพราะช่วยให้พวกเธอสวยโดดเด่น และมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น

1. ลิปสติกสีแดงให้ความรู้สึกราวกับเป็นราชินี

ในสมัยโบราณ คนกลุ่มแรกที่คิดค้นทำลิปสติกขึ้นมาคือชาวเมโสโปเตเมีย โดยเธอได้ใช้อัญมณีบดเป็นผงแล้วนำมาทาริมฝีปากให้มีสีสัน จนมาถึงยุคอียิปต์โบราณ ได้พบหลักฐานเกี่ยวกับการทำลิปสติกของพระนางคลีโอพัตรา ว่ามีการนำขี้ผึ้งมาผสมกับผงสีแดงจากแมลงปีกแข็ง ให้สีที่ดูลึกลับเย้ายวน ทั้งยังเกิดความเงางามและมีสีติดทนนาน และการทาลิปสติกสีแดงนี้เอง จะช่วยให้ผู้หญิงโดดเด่นสวยงาม ทั้งยังให้ความรู้สึกราวกับเป็นราชินีผู้กุมหัวใจของหนุ่ม ๆ ทั่วประเทศ ไม่ว่าชายหน้าไหนเป็นอันต้องสยบให้กับลิปสีแดงที่อยู่บนหน้า

2. ลิปสติกสีแดงช่วยให้สาว ๆ เปล่งประกายความเป็นดาวในที่ทำงาน

มีการวิจัยว่าสาววัยทำงานที่ทาลิปสติกสีแดงไปทำงาน จะช่วยให้เกิดความรู้สึกน่าคบหา และมีแรงดึงดูดต่อเพศตรงข้าม เป็นที่ชื่นชอบของผู้คน มีความน่าเชื่อถือและความน่าไว้วางใจ นอกจากนี้สาวเสิร์ฟที่ทาลิปสติกสีแดงก็มักจะได้ทิปจากลูกค้าชายเยอะกว่าอีกด้วย นั่นก็เพราะว่าลิปสติกสีแดงช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับสาว ๆ ใครพบเห็นก็รู้สึกเอ็นดู แถมยังช่วยให้ทำงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพขึ้นอีกด้วยค่ะ

3. ลิปสติกสีแดงทั้งสวยและคลาสสิก

สีแดงเป็นสีที่ไม่เคยตกยุคตกสมัย ไม่เชื่อก็ลองย้อนกลับไปดูดารารุ่นพ่อรุ่นแม่สิคะ ไม่ว่าจะเป็นเหล่าดารานางแบบในแวดวงฮอลลีวูดหรือวงการเพลง ต่างก็นิยมชมชอบการทาลิปสติกสีแดงกันทั้งนั้น ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี แต่ลิปสติกสีแดงก็ยังคงนำเทรนด์แฟชั่นอยู่เสมอ ไม่มีวันเอาท์แน่นอน เพราะลิปสติกสีแดงเป็นสิ่งที่คลาสสิก แถมยังช่วยให้ผู้หญิงดูดีมีรสนิยมอีกด้วย

4. ลิปสติกสีแดงทำให้สาว ๆ ดูมีชีวิตชีวา

สีแดงบนลิปสติกจะช่วยเพิ่มพลังให้สาว ๆ กลับมามีชีวิตชีวา จากที่หน้าสดซีดเซียวอย่างกับคนป่วย เพียงแค่ปาดลิปสติกสีแดงลงบนริมฝีปากสักทีสองที ก็จะช่วยเพิ่มสีสันให้กับริมฝีปาก ช่วยขับผิวให้สว่าง และยังช่วยแปลงโฉมให้สาว ๆ รู้สึกสดชื่น และกระปรี้กระเปร่าได้มากขึ้นค่ะ

5. ลิปสติกสีแดงเป็นสีที่เข้ากับทุกชุด

ไม่ว่าสาว ๆ จะแต่งตัวแบบไหน จะใส่เดรสสุดหรู หรือสวมแค่เสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ขาด ๆ เพียงแค่หยิบลิปสติกสีแดงออกมาทา ก็ทำให้ปังสุด ๆ ได้ เพราะลิปสติกสีแดงจะช่วยขับลุคให้เป็นสาวมั่นปนเซ็กซี่นิด ๆ พร้อมเดินอวดทุกสายตาราวกับอยู่บนแคทวอล์กยังไงอย่างงั้น

เห็นมั้ยคะว่าลิปสติกสีแดงนี้ช่างเหมาะกับสาว ๆ อย่างเราจริง ๆ ดังนั้นอย่านอยด์ไปเลยค่ะ หากใครจะมองยังไงก็ตาม เพียงแค่เรามั่นใจในตัวเองซะอย่าง อะไร ๆ ก็เริดแน่นอน แต่สาว ๆ ก็อย่าลืมเลือกเฉดสีของลิปสติกสีแดงให้เหมาะกับสีผิวของตัวเองด้วยนะคะ เพียงเท่านี้สาว ๆ ก็พร้อมเดินเฉิดฉาย อวดเรียวปากสีแดงพร้อมลุคร้อนแรงที่จะสะกดทุกสายตาแล้วล่ะค่ะ

ทำไมเราถึงเบลอ

 

สมองเบลอ ไม่ใช่โรคที่ต้องใช้ยา แต่เป็นอาการที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการคิด อาการเบลอคือความรู้สึกที่สับสน ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ ขาดสมาธิ ติดขัดในการหาคำที่จะใช้ สาเหตุเหล่านี้อาจเป็นเพราะ

1. การตั้งครรภ์ ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยมีปัญหาเรื่องความจำระหว่างการตั้งครรภ์ ในระหว่างที่ลูกอยู่ในท้อง ร่างกายของแม่มีการเปลี่ยนแปลงหลายหลายอย่าง มีสารในร่างกายได้ถูกปล่อยออกมาเพื่อป้องกันและเลี้ยงดูเด็กในระหว่างตั้งครรภ์ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราเบลอ สูญเสียความทรงจำและขาดสมาธิในบางช่วง
2. โรคปลอกประสาทแข็งเสื่อม (Multiple sclerosis) มีชื่อย่อว่าโรคเอมเอส (MS) เป็นโรคที่ทำให้เกิดปัญหาในระบบประสาทสมองและไขสันหลัง ผลของปัญหานี้จึงเกิดความผิดปกติต่อการทำงานในส่วนต่างๆของร่างกายซึ่งมีระบบประสาทควบคุมอยู่ มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย โรคนี้จะกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลางซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานของสมองในด้านการพูดและการเคลื่อนไหวภายในร่างกาย คนที่เป็นโรคนี้ประมาณครึ่งหนึ่งจะมีปัญหาทางด้านความจำ สมาธิจดจ่อ การวางแผนและภาษา วิธีหนึ่งที่จะช่วยได้คือการบริหารสมองและการพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การรักษาบำบัดจะช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้
3. การรับประทานยาบางประเภท ยาที่ขายตามท้องตลาดทั่วไป สามารถก่อให้เกิดปัญหาสมองเบลอได้ ดังนั้น หากต้องทานยาควรสังเกตตัวเองว่า ระบบความคิด การทำงานเหมือนเดิมหรือไม่ บางครั้งเราอาจจะสูญเสียความจำเมื่อเรารับประทานยาบางอย่าง ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อความชัดเจนว่ายาที่เรารับประทานมีผลต่อความจำหรือไม่
4. โรคมะเร็ง ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ใช้วิธีบำบัดโดยคีโม จะส่งผลกระทบต่อสมองได้หรือที่เรียกว่าคีโมสมอง เพราะยาที่รักษาโรคมะเร็งเป็นยาแรงที่มีประสิทธิภาพค่อนข้างสูง ดังนั้น ผู้ป่วยที่ได้รับการบำบัดโดยคีโม อาจมีปัญหาเรื่องของความจำ รายละเอียดชื่อและวัน หรือมีปัญหาในการทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานในการที่จะทำให้งานชิ้นใดชิ้นหนึ่งสำเร็จลงได้ อาการเบลอสามารถหายได้ แต่ในบางคนจะส่งผลกระทบต่อความจำซึ่งเป็นช่วงเวลายาวนาน
5. ช่วงวัยทอง ในช่วงวัยนี้ผู้หญิงส่วนใหญ่จะประสบปัญหาเรื่องความจำ สิ่งนี้จะเกิดขึ้น หลังจากหมดประจำเดือนไปเป็นเวลาหนึ่งปี ประมาณอายุ 50 ปี โรคสมองเบลออาจมีอาการร่วมกับความรู้สึกร้อนๆหนาวๆ หัวใจเต้นเร็ว อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น หรือการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ในร่างกาย ซึ่งการปรึกษาแพทย์ช่วยให้อาการดีขึ้นได้
6. โรคอ่อนเพลียเรื้อรัง โรคนี้เป็นโรคที่เกิดขึ้นทำให้ร่างกายรู้สึกว่าอ่อนเพลียและเหนื่อยตลอดเวลา มีอาการสับสน ลืม หรือไม่มีสมาธิจดจ่อในสิ่งที่ทำอยู่สาเหตุของโรคนี้ยังไม่ทราบชัดแน่นอน แต่การทานยาและการออกกำลังกายหรือการพูดคุยจะสามารถช่วยได้
7. ความเครียด เราอาจจะจำบางอย่างไม่ได้เนื่องจากเรามีปัญหาเรื่องความเครียด การใช้สมองแก้ปัญหาอยู่ตลอดเวลา ทำให้รู้สึกขาดพลังงานในการต่อสู้และขาดแรงจูงใจ เนื่องจากความเครียด ความเครียดนี้สามารถส่งผลต่อสมองและทำให้เกิดอาการเบลอได้ การบำบัดความเครียดสามารถทำได้ โดยการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติได้
8. การนอนหลับพักผ่อน ร่างกายต้องการการนอนหลับพักผ่อนเพื่อช่วยให้สมองทำงานได้อย่างดี แต่การนอนมากเกินไปหรือน้อยเกินไปสามารถทำให้สมองเบอได้ โดยปกติการพักผ่อนประมาณ7 ถึง 9 ชั่วโมงจะทำให้ร่างกายสามารถกลับมาทำงานได้อย่างปกติ ควรงดรับประทานสารคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์หลังจากมื้อกลางวัน และควรเก็บคอมพิวเตอร์เครื่องมือเทคโนโลยีต่างๆ ออกจากเตียงนอน เพื่อช่วยให้การนอน ได้อย่างเต็มที่ไม่มีสิ่งใดมารบกวน
9. โรคลูปัส หรือโรคพุ่มพวงเป็นโรคที่เกิดจากภูมิแพ้ตัวเอง และเป็นสาเหตุให้ การทำงานของภูมิคุ้มกันตัวเองบกพร่อง มีอาการไม่ปกติหลายอย่างเกิดขึ้น คนที่เป็นโรคนี้ส่วนใหญ่จะมีปัญหาด้านความจำ ไม่สามารถมีสมาธิจดจ่อได้ การรักษาบำบัด อาจทำได้ยาก ดังนั้น การปรึกษาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญจะทำให้เราทราบสาเหตุที่ชัดแน่นอนว่าเราเป็นโรคพุ่มพ่วงหรือไม่
โรคสมองเบลอ อาจทำให้เรารู้สึกวิตกกังวล และ ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ดังนั้น การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำให้รู้ทันโรคภัยต่างๆ ทำให้เราสบายใจขึ้น สามารถหาสาเหตุและพบคำวินิจฉัยที่ถูกต้องได้ หากผู้อ่านเริ่มมีอาการต่างๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้นควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและหาทางออกที่ถูกต้องก่อนจะสายเกินไป เป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัว

อินทรีสะท้าน อาวุธใหม่! หมีขาว เร็ว-แรงเหนือเสียง

 

“TASS” สำนักข่าวชื่อดังของรัสเซีย ได้ อ้างจากแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมความมั่นคงรัสเซียที่น่าเชื่อถือได้ เปิดเผยข้อมูลว่า รัสเซียทำการการพัฒนาและทดสอบอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำความเร็วเหนือเสียงแล้ว แต่ไม่มีการยืนยันว่า การทดสอบดาวุธดังกล่าวเกิดขึ้นที่ใด วันเวลาอะไร และทดสอบที่ไหน รวมถึงระบบที่ใช้ทำการยิงอาวุธดังกล่าวด้วย

อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำความเร็วเหนือเสียง “3M22 Zircon” สามารถยิงได้จากระบบแท่นยิงแนวดิ่งเอนกประสงค์ แบบ 3C14 เช่นเดียวกับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ Onyx P-800 3M55 Oniks และ Caliber 3M54 Kalibr ที่สำคัญมันสามารถทำความเร็วได้ถึง 8 Mach

จึงทั่วโลกคาดการณ์ว่า รัสเซียน่าจะใช้อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำใหม่นี้ติดตั้งกับเรือลาดตระเวนประจัญบานพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Kirov ของกองทัพเรือรัสเซียคือ เรือ Pyotr Velikiy ที่ประจำการอยู่ และ เรือ Admiral Nakhimov ที่กำลังปรับปรุงเพื่อนำเข้าประจำการใหม่อีกครั้ง

อาวุธความเร็วเหนือเสียง(Hypersonic Weapon) เป็นอาวุธปล่อยนำวิถีและอากาศยานที่สามารถทำความเร็วได้ถึง 5 Mach หรือมากกว่า ซึ่งเป็นการยากอย่างยิ่งยวดที่จะทำการสกัดกั้นอาวุธที่มีขีดความสามาถเข้าโจมตีด้วยความเร็วและการดำเนินการเคลื่อนที่ขนาดนั้นได้
วิทยาการความเร็วเหนือเสียงโดยทั่วไปถูกนำมาใช้ในการพัฒนาระบบอาวุธและอากาศยานยุคอนาคต ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอาจจะกลายมาเป็นผู้เปลี่ยนเกมในสงครามโลกที่คาดว่าจะใกล้กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า

ยังมีอาวุธอีกหนึ่งสิ่งที่ รัสเซียกำลังทำงานพัฒนา และเป็นที่น่าจับตาอย่างมาก คือ กระสุนแตกสะเก็ดพิเศษใช้ต่อต้านอากาศไร้คนขับ หรือ Drone

รัสเซียพุ้งเป้าเดินหน้าเต็มกำลังที่จะดำเนินการสร้างอาวุธต่อต้าน Drone ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด และในตอนนี้รัสเซียได้ดำเนินการสร้างกระสุนแตกสะเก็ดขนาด 30mm และ 57mm สำหรับทำลายเป้าหมายขนาดเล็กได้แล้ว

ส่วนที่จะเพิ่มศักยภาพให้สามารถทำลายอากาศยานไร้คนขับใหญ่เพิ่มขึ้นอีกนั้น ขณะนี้การวิจัยกำลังอยู่ในขั้นต้น และรัสเซียมั่นใจว่าผลลัพธ์ที่ออกมานั้นต้องสำเร็จอย่างแน่นอน

สลด! เด็กหญิง 8 ขวบตกทะเลสาบ ดับหลังถูกช่วย

 

เด็กหญิงชาวจีนพลัดตกทะเลสาบ ถูกประตูสูบน้ำดูดหายวับขณะคนกำลังจะเข้าช่วย ล่าสุดเด็กหญิงถูกช่วยขึ้นมาได้แล้ว แต่ก็เคราะห์ร้ายเสียชีวิตในเวลาต่อมา

สำนักข่าวประเทศจีนรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 15.30 น. วันที่ 16 เม.ย. ที่ผ่านมา ตามเวลาในท้องถิ่น เกิดเหตุเด็กหญิงวัย 8 ขวบคนหนึ่ง พลัดตกลงทะเลสาบในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งในเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง แล้วติดอยู่บริเวณประตูน้ำ โดยพยานในที่เกิดเหตุเล่าว่า เด็กหญิงตกลงไปในทะเลสาบก่อน จากนั้นก็ถูกน้ำซัดพัดไปติดอยู่บริเวณช่องประตูน้ำ ต่อมาก็ถูกประตูสูบน้ำดูดหายไป

พยานในที่เกิดเหตุเล่าว่า ขณะเกิดเหตุมีผู้ใหญ่ 2 คนกำลังเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ และมีเด็กอีก 3 คน เล่นกันอยู่บริเวณริมน้ำ ต่อมาเด็กหญิงคนดังกล่าวก็พลัดตกลงไปในน้ำ เห็นดังนั้นเขาจึงรีบหาไม้ไผ่วิ่งเข้าไปช่วย แต่ระหว่างนั้นเด็กก็ถูกประตูสูบน้ำดูดหายไปแล้ว ขณะเดียวกันก็มีหญิงอายุยังน้อยคนหนึ่งที่นอนอยู่บนแคร่บริเวณใกล้กัน ซึ่งเขาคาดว่าเป็นแม่ของเด็กร้องตะโกนตื่นตกใจ แล้วรีบคว้าโทรศัพท์ติดต่อแจ้งหน่วยฉุกเฉินทันที
ต่อมาเวลา 16.18 น. เจ้าหน้าที่ก็สามารถช่วยเด็กหญิงคนดังกล่าวขึ้นมาได้ในสภาพร่างกายอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง พร้อมเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาล ซึ่งล่าสุดผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่าเด็กหญิงเสียชีวิตในเวลาต่อมา หลังแพทย์พยายามยื้อชีวิตไว้สุดความสามารถแล้ว

กินผักผลไม้ไทย คุณค่าที่เพียงพอ

 

 

ไทยเป็นแผ่นดินที่มีผักและผลไม้หลากหลายมากที่สุดในโลก แต่ละชนิดล้วนมีคุณค่าทางโภชนาการ แต่น่าเสียดายที่คนไทยเกินครึ่งกินผักและผลไม้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก
การกินผักผลไม้ไม่พอจะส่งผลต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อาทิ ภูมิต้านทานโรคต่ำ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งบางชนิด และขาดโอกาสได้รับใยอาหารที่ทำหน้าที่เป็นไม้กวาดไปกวาดเอาสารพิษในระบบทางเดินอาหารออกจากร่างกาย
เหตุใดคนไทยกินผักผลไม้น้อย? และถ้าจะกินผักผลไม้ในอาหารไทยให้พอเพียงจะกินอย่างไร? มีคำตอบครับ
ปกติคนเราเริ่มกินผักผลไม้ได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือน แต่ปัจจุบันแม่ไทยส่วนมากยังขาดความรู้และทักษะในการฝึกให้ลูกสัมผัสกลิ่นอายของผัก เมื่อลูกโตขึ้นอาหารที่แม่ยุคใหม่ให้ลูกกินก็ไร้ผัก เป็นอาหารมักง่าย เช่น ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ไก่ทอด ข้าวขาหมูไม่มีผัก ข้าวมันไก่ไม่มีแตงกวา ข้าวไข่เจียว เน้นเนื้อ หมู เห็ด เป็ด ไก่ พ่อแม่ไม่ได้เป็นแบบอย่าง และไม่ใส่ใจที่จะให้ลูกกินผัก อาหารว่างจึงเป็นขนมถุง ขนมหวาน
ทุกวันเด็กสัมผัสผลไม้น้อยมาก ให้ลูกกินแบบนี้ติดต่อกันมานาน จนกระทั่งเด็กเติบโต เขาเลยปฏิเสธผัก ดังนั้น การปลูกฝังให้คนกินผักผลไม้ต้องเริ่มตั้งแต่ลูกอายุ 6 เดือน การกล่าวอ้างว่าผักผลไม้ราคาแพง ทำให้คนกินน้อยลง แต่ผมคิดว่าเป็นปัจจัยที่เล็กมาก
สังคมไทยในอดีตเป็นสังคมแห่งการกินผักผลไม้ที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์อันยาวนาน ที่บรรพบุรุษไทยได้ถ่ายทอดสืบสานส่งต่อกันจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่น เรื่อยมาจนกระทั่งเป็นวัฒนธรรมทางอาหาร ซึ่งคนทั่วโลกให้การยอมรับว่าอาหารไทยเป็นอาหารที่มีคุณค่าครบ 5 หมู่ อยู่ในสำรับเดียวกัน
แน่นอนที่สุด อาหารไทยใน 1 สำรับ ต้องมีผัก อาทิ แกง ต้ม ยำ น้ำพริก ฯลฯ จึงมั่นใจได้ว่าถ้าคนไทยยุคโซเชียลมีเดียยังคงกินอาหารแบบไทยๆ รับรองการกินผักผลไม้ของคนไทยต้องเพียงพอแน่นอน
กินแบบไทย กินแบบไหนจึงได้ผักและผลไม้อย่างสม่ำเสมอและเพียงพอ ขั้นแรกต้องสร้างความตระหนักให้กับตนเองว่า ผักและผลไม้คืออาหารที่จำเป็นต่อร่างกายและขาดไม่ได้ จากนั้นพยายามหาโอกาสให้ตัวเองและครอบครัวเข้าถึงผักผลไม้ให้ได้ อาหารแต่ละมื้อไม่ว่าจะกินนอกบ้าน ซื้อมากิน หรือทำกินเอง ต้องมีเมนูผักทุกครั้ง และกินผลไม้หลังอาหารและหรือกินเป็นอาหารว่างเป็นประจำ อาหาร 3 มื้อหลักที่กินแต่ละวันต้องมีเมนูประเภทต้มหรือแกง เช่น แกงจืด แกงเลียง แกงป่า แกงแค แกงอ่อม แกงส้ม เป็นต้น เพราะมีผักเป็นส่วนประกอบ
ประเภทยำผัก ข้าวยำ ส้มตำ ก็ล้วนมีผัก กินน้ำพริกผักจิ้มแบบไทยๆ คือ กุศโลบายของคนไทยในอดีตที่จะทำให้คนไทยเข้าถึงผัก บ้านใดกินน้ำพริก บ้านนั้นไม่ขาดผักแน่นอน แต่คนไทยยุคนี้นิยมกินผัดผักมากกว่าเมนูที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งถือว่าไม่ผิด แต่ต้องระวังรับไขมันเกิน
ส่วนการกินผลไม้นั้น เริ่มจากการซื้อผลไม้เข้าบ้านแทนขนมหวาน ปฏิวัติตู้เย็นจากตู้เย็นขนมหวานเป็นตู้เย็นผลไม้ และจัดให้อยู่ในสภาพที่พร้อมกินได้ง่ายไม่ยุ่งยาก เช่น ปอก หั่น ไว้เป็นจานๆ ในตู้เย็น หรือจัดกระจาดผลไม้ไว้บนโต๊ะ เช่น ส้ม กล้วย แอปเปิล องุ่น พุทรา เป็นต้น ผลไม้เหล่านี้สามารถนำไปไว้ในรถกินแทนขนมหวาน หยิบกินได้ทุกเมื่อโดยเฉพาะช่วงเวลารถติดและหิว
อย่าลืม! มนุษย์ถูกกำหนดให้เป็นสัตว์ที่ต้องกินพืชมากกว่าเนื้อสัตว์ แต่ปัจจุบันมนุษย์หันไปกินเนื้อสัตว์มากกว่าพืชผักผลไม้ นับว่าเป็นการแหกกฎธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคร้าย อันเกิดจากการกินผักผลไม้ไม่เพียงพอ

6 ไอเดียแต่งตัวชิคๆ มิกซ์ให้แมทช์กับผ้าใบ Adidas

 

นอกจากรองเท้าผ้าใบสีขาว อย่างคอนเวิร์ส จะกลับมาฮิตในกลุ่มสาวๆ กันอีกครั้งแล้ว ต้องบอกว่า ยังมีรองเท้าผ้าใบสีขาวอีกหนึ่งแบรนด์ที่กลับมายึดพื้นที่อันดับหนึ่งในดวงใจของสาวๆ ให้ต้องควักกระเป๋าซื้อแถมพรีออเดอร์กันให้พรึ่บเลยทีเดียวค่ะ สำหรับรองเท้าผ้าใบ Adidas รุ่น Superstar ที่มีหลากสีหลายอิดิชั่นออกมาให้สาวๆ เลือกใส่กันเพียบ! ซึ่งก็เชื่อว่านาทีนี้นอกจากรองเท้าผ้าใบสีขาวแบรนด์อื่นๆ แล้ว แบรนด์นี้ยังถือเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่สาวๆ ไม่มีไม่ได้เลยล่ะ! (คลิกอ่าน 6 รองเท้าผ้าใบสีขาว ที่สาวๆ ไม่มีไม่ได้แล้วว)
แต่งานนี้สาวไหนที่มีผ้าใบสีขาวทรงสวยนี้ไว้ในครอบครองแล้ว ก็อย่าลืมแต่งตัวให้แมทช์กับรองเท้า ตาม 6 ไอเดียที่ Women Society มาฝากนี้ เพื่อให้ได้ลุคสุดเริ่ด สวยเกิดทุกชุดนะคะ

1. Adidas + กระโปรงทรงดินสอ

สำหรับสาวที่ชอบใส่กระโปรง งานนี้ลองเก็บกระโปรงตัวสั้นเข้าตู้ แล้วเปลี่ยนมาเป็นกระโปรงยาวเลยเข่าทรงดินสอกันบ้าง ก็เก๋ไม่นย้อยค่ะ และถ้ายิ่งแมทช์กับรองเท้าผ้าใบ Adidas ด้วยล่ะก็ ดูเป็นสาวเท่สาวคูลขึ้นไปอีก!
2. Adidas + ชุดเดรส

ใครว่าชุดเดรสตัวยาวจะใส่ได้กับแค่รองเท้าส้นเตี้ย รองเท้าแตะเท่านั้นล่ะค่ะ ลองฉีกลุคมาเป็นสาวหวานปนเท่ ด้วยการเอาชุดเดรสมาแมทช์กับรองเท้า Adidas ก็น่าสนใจไม่น้อย!
3. Adidas + กางเกงเข้ารูปขาเต่อนิดๆ

ช่วงนี้เทรนด์ใส่กางเกงพับขา หรือกางเกงขายาวที่ดูเต่อนิดๆ กำลังมาค่ะสาวๆ หากอยากให้ดูอินเทรนด์มากขึ้นไปอีก ก็หยิบมาแมทช์กับรองเท้า Adidas ซะเลย! รับรอง เริ่ด!

4. Adidas + กางเกงยีนส์

หากอยากได้เบสิคลุคที่แต่งง่ายๆ แถมดูยังไงก็มินิมอลสุดๆ คว้ากางเกงยีนส์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะทรงบอยเฟรนด์ ทรงขาบาน หรือทรงขาเดฟ มาแมทช์กับรองเท้าผ้าใบ Adidas ด่วนๆ เลยค่ะ งานนี้แค่ใส่เสื้อยืดธรรมดาๆ สักตัว ก็ดูดีได้แบบไม่ต้องแต่งเยอะ!
5. Adidas + กางเกงสกินนี่

ส่วนสาวไหนที่อยากได้ลุคสวยเปรี้ยวแต่แอบเท่ ก็ต้องกางเกงยีนส์สกินนี่รัดรูปกับรองเท้า Adidas เลยค่ะ บอกเลยว่า ไม่ต้องใส่ส้นสูงสูงปรี๊ด ก็สวยฮฮตได้นะ!
6. Adidas + กางเกง Culottes

มาแรงไม่มีตกจริงๆ ค่ะ สำหรับกางเกงทรงขาบาน ความยาว 4-5 ส่วน หรือกางเกง Culottes ที่นาทีนี้ไม่ว่าสาวไหนก็ต้องมีติดตู้ไว้สักตัว แต่นอกจากกางเกงทรงนี้จะแมทช์กับรองเท้าส้นสูงได้สวยแล้ว แต่ขอบอกว่า แมทช์กับรองเท้าผ้าใบ ก็มีสไตล์ไม่แพ้กัน!