เคล็ดลับง่ายๆ ในการเล่นฟุตบอลให้เก่ง

เคล็ดลับง่ายๆ ในการเล่นฟุตบอลให้เก่ง

หลังจากสัปดาห์ที่แล้วได้พูดถึงเรื่องการไปเชียร์ฟุตบอลให้สนุกว่ามีอะไรบ้างและต้องทำอย่างไร และในสัปดาห์นี้ยังคงอยุ๋กับเรื่องของลูกฟุตบอลแต่คราวนี้เป็นการแนะนำเคล็ดในการเล่นฟุตบอลให้สนุกสุดเหวี่ยงครับว่ามีอะไรบ้าง

1 การจับบอลหรือการดูดบอล
เป็นขั้นตอนแรกของพื้นฐานในการเล่นฟุตบอลเลยครับ และอาจจะเรียกว่าเป็นอะไรที่ยากที่สุดในการฝึกฝนเลยก็ได้ มีทั้งการจับบอลด้วยฝ่าเท้าหรือข้างเท้าด้านในและด้านนอก ถ้าเป็นไปได้ควรจะฝึกในการดูดบอลลงเท้าให้ได้ทั้งสองข้างเลยก็ได้เพื่อความสมดุลของร่างกาย เวลาฝึกควรจะมีเพื่อนคอยช่วยด้วยจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นและเป็นเร็ว รับรองได้เลยว่าทันทีที่คุณฝึกฝนจนเป็น สกิลความสามารถในการเล่นบอลต่างๆ ก็จะค่อยๆ โผล่เข้ามาครับ และ คุณก็จะสามารถรับบอลที่โยนยาวมาแบบไกลๆ และแรงๆ ได้สบายๆ แถม ลงกับพื้นได้อย่างนุ่มนวลแล้วเกมส์ในสนามคุณจะเป็นคนกำหนดได้ด้วยตนเองเลยครับ เพราการ First Touch จังหวะแรกถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนเกมส์ได้เลยครับ
2 ดูคลิปวิดีโอฟุตบอล หรือการแข่งขันของมืออาชีพเยอะๆ

การได้ดูคู่แข่งหรือดูลีลาของคนอื่นๆ ไม่ใช่เป็นเรื่องไม่ดี กลับเป็นเรื่องที่ดีต่างหาก ยิ่งถ้าเรารู้ตัวว่าไม่เก่งแล้วนั้นยิ่งต้องดูเยอะๆ และก็ต้องซ้อมให้สม่ำเสมอ หรืออาจจะนำท่าทางของนักฟุตบอลคนนัน้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ แต่อย่าไปเลียนแบบเขาละครับ เพราะมันจะทำให้เราติดนิสัยและเคยตัว จนเวลาเราเล่นไม่เป็นตัวของตัวเอง

3 อุปกรณ์สำหรับการเล่นฟุตบอล

จะเรียกว่าสำคัญมั้ยมันก็สำคัญอยู่ดีเพราะมันทำให้เราเล่นได้อย่างสะดวกสบายไม่ต้องคอยมาพะวงว่าจะเจ็บนั่นเจ็บนี่ เพรามีเครื่องป้องกัน อีกทั้งสมัยนี้รองเท้าสมัยใหม่ก็เบามากขึ้นทำให้สปีดในการกระชากหรือการวิ่งของเร็วออกตัวได้เร็วขึ้น แนะนำว่าควรจะไปเลือกหาซื้อช่วงบ่ายๆ ครับ เพราะฝ่าเท้าของเราจะขยายใหญ่เต็มอัตรา และควรเลือกขนาดที่พอดีไม่หลวมหรือคับจนเกินไปเพราเวลาวิ่งจะไม่สะดวกครับ

4 ร่างกายพร้อมใจพร้อม

เป็นเรื่องปกติของการเล่นกีฬาที่จะต้องมีสภาพร่างกายที่พร้อมก่อนเล่น ดังนั้นคุณจึงควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนเยอะๆ ทำจิตใจให้สบาย และที่สำคัญ คุณจะต้องซ้อม ซ้อม ซ้อมแล้วก็ซ้อม เพราะขนาดนักฟุตบอลระดับโลกอย่าง โรนัลโด ชาบี หรือเชส ฟาเบรกาส เขายังต้องซ้อมฟุตบอลวันละ 5 – 8 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำเลยครับ

เราเชื่อว่าถ้าคุณขยัน อดทน มีวินัยในการเล่นและการซ้อมแล้วละก็ โอกาสในการติดทีมชาติหรือได้สังกัดสโมสรต่างๆ ก็คงไม่ไกลเกินเอื้อมครับ

ฝึกฟุตบอลด้วยตัวเองก็เก่งได้

ฝึกฟุตบอลด้วยตัวเองก็เก่งได้
จริงๆแล้ว กีฬาฟุตบอล สามารถเล่นได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ ขอเพียงแค่มีอุปกรณ์ แค่รองเท้าผ้าใบ รองเท้าสตั๊ด เท้าเปล่า ก็สามารถฝึกฟุตบอลด้วยตัวเองกันได้ทั้งนั้น ให้เพื่อนลองย้อนนึกกลับไปเมื่อสมัยยังเด็ก ที่ไม่มีเพื่อนเล่นฟุตบอลด้วย เราก็สามารถฝึกฟุตบอลที่บ้าน หรือ ซ้อมฟุตบอลด้วยตัวเอง ได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงอะไรมากมาย แค่ให้มีความรู้สึกสนุกกับการเล่นกีฬาฟุตบอลก็พอแล้วใช่ไหมครับ
แต่หาก ซ้อมฟุตบอลด้วยตัวเอง บางทีมันก็หมดมุข ในการฝึกซ้อม วันนี้ผมขอแนะนำเทคนิคฝึกซ้อมฟุตบอลด้วยตัวเอง นำเสนอเพื่อเป็นแนวทางดังนี้ครับ
กรณีฝึกซ้อมฟุตบอลที่บ้าน พื้นที่แคบๆ เล่นคนเดียว….

ประการแรก ฝึกซ้อมเดาะบอล
อันนี้ง่ายครับ ใช้พื้นที่แคบๆ ไม่กว้างมากนัก ใช้หลังเท้า ข้างเท้าด้านใน(เดาะแบบตะกร้อ) ข้างเท้าด้านนอก ( คล้ายท่าสุนัขกำลังปัสสาวะ 555) หัวเข่า ศีรษะ ฯลฯ ได้ทุกอวัยวะครับ ยกเว้นต่ำกว่าหัวไหล่ลงมา ประโยชน์ของการเดาะฟุตบอล คือ เพิ่มทักษะในการคอนโทรลลูกฟุตบอล ในส่วนของการจับบอล หรือ การจับบอลจังหวะแรก ( First touch)
ผมก็นำคลิปที่เกี่ยวข้องกับการเดาะบอลเท่ห์ๆ มาให้ดูกัน เอาไว้ฝึกซ้อมฟุตบอลที่บ้าน

ประการที่ 2 ฝึกสร้างจินตนาการ ลากเลื้อยหลบคู่แข่งล่องหน
อันนี้ เพิ่มพื้นที่มากขึ้นหน่อย สำหรับ วิธีฝึกซ้อมฟุตบอลด้วยตนเอง กรณี ลากเลื้อยครับ เหมาะกับ การสร้างจินตนาการ โดยสมมติให้มีผู้เล่นอีกฝ่ายหนึ่ง เข้ามาแย่งลูกบอลจากเรา อาจมาจากทางซ้าย ทางขวา ด้านหน้า ด้านหลัง สไลด์เข้ามา เบียดกระแทก แล้วแต่จะนึกครับ และให้คิดแผนหลอกล่อ ที่คิดว่าจะใช้ได้ผล เอาจนเจอท่าลากเลื้อยที่ถนัดผมรับรองว่าสนุกแน่นอน

วิธีพัฒนาเทคนิคสตรีทฟุตบอลของคุณ

1412282542-IMG3268-o

1) เกมหนึ่งต่อหนึ่ง

เป็นพื้นฐานของสตรีทฟุตบอลและเป็นเกมที่ดีที่สุดที่จะทดลองเทคนิคใหม่ๆ เพื่อค้นหาอะไรที่ใช้ได้ผลและอะไรที่ไม่น่าทำ การเล่นเกมหนึ่งต่อหนึ่งเป็นเครื่องชี้วัดที่ดที่สุดว่าคุณสามารถทำอะไรในเกมการแข่งขันจริงได้บ้าง และสิ่งที่คุณต้องการมีเพียงแค่เพื่อนหนึ่งคน ลูกฟุตบอลหนึ่งลูก และพื้นที่เล่น! ยิ่งคุณสามารถเล่นในเกมหนึ่งต่อหนึ่งได้ดีเท่าไหร่ คุณจะสามารถเล่นภายใต้สถานการณ์ที่กดดันได้ดีมากขึ้น หรือช่วงเวลาที่คุณพบว่าตัวเองยืนว่างอยู่คนเดียวในเกมและไม่มีทางเลือกในการจ่ายบอล ทั้งหมดอยู่ที่ความคิดสร้างสรรค์!

2) การเดาะบอล (KEEPY-UPPYS)

ในความคิดของผม นี่คือเทคนิคที่ดีที่สุดในการพัฒนาการจับบอลแรกของคุณ การจับบอลแรกคือทุกสิ่งทุกอย่างของเกมสตรีทฟุตบอลและฟุตซอลเพราะคุณต้องเล่นในพื้นที่จำกัด เมื่อคุณได้บอล คุณต้องสามารถใช้เวลาอยู่กับบอลให้นานที่สุดและตัดสินใจว่าจะทำสิ่งใดต่อไป คุณจะสามารถจับบอลแรกได้อย่างนิ่มนวล คุณจะประหลาดใจเมื่อทำสิ่งนี้ได้จนเชี่ยวชาญในการควบคุมบอล และคุณสามารถพาบอลไปในทิศทางใดก็ได้ด้วยทักษะการจับบอลที่ยอดเยี่ยมที่สุด

3) การเล่นบอลบนพื้น

ในการเล่นสตรีทฟุตบอล การเล่นบอลบนพื้นคือวิธีที่ดีที่สุดในการเรียนรู้เทคนิคภายใต้ความกดดันที่ไม่มากเกินไป การเล่นบอลบนพื้นคือการผสมผสานการเคลื่อนที่ต่างๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งทำให้ดูเหมือนว่า ‘จอมหลอกล่อ’ กำลังเต้นรำกับลูกฟุตบอล แท้ที่จริงแล้ว คุณไม่ได้ใช้เทคนิคมากถึง 5 หรือ 6 อย่างในเกมการแข่งขันหนึ่งนัด อย่างไรก็ตาม คุณอาจจะใช้เทคนิคสองหรือสามอย่างเพื่อหลอกล่อกองหลัง และถ้าหากคุณผ่านการฝึกมาแล้ว คุจะพบว่าการใช้งานเทคนิคเพียงแค่เล็กน้อยในการเผชิญหน้ากับกองหลังภายใต้สถานการณ์ที่กดดันกลับกลายเป็นเรื่องง่าย ความกดดันเพียงเล็กน้อยในการฝึกซ้อมเกิดจากการคิดล่วงหน้าและการพยายามใช้เทคนิคเพื่อเลี้ยงบอลอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้เกิดจากการโฟกัสที่เทคนิคซึ่งคุณกำลังใช้อยู่

4) ฟุตบอลเทนนิส

คล้ายกับ ‘การเดาะบอล’ ฟุตบอลเทนนิสเป็นวิธีการพัฒนาการจับบอลแรกและความสามารถในการผ่านบอลที่ใช้ได้ผลเป็นอย่างดี การเล่นฟุตบอลเทนนิสช่วยเสริมความมั่นใจให้คุณในการเล่นลูกวอลเล่ย์ การทำชิ่งจังหวะเดียวด้วยหน้าอก หัวเข่า ไหล่ และศีรษะ สิ่งนี้จะช่วยให้คุณพัฒนาการจับบอลที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ควรฝึกเล่นฟุตบอลเทนนิสเป็นกลุ่มกับเพื่อนร่วมทีม หรือฝึกแบบหนึ่งต่อหนึ่งโดยเดาะบอลข้ามโต๊ะ เตียงผ้าใบ หรือม้านั่ง อย่างไรก็ตาม หากคุณไม่สามารถหาคู่ฝึกซ้อมได้ กำแพงก็เป็นตัวเลือกที่ดี!

5) เกมการแข่งขัน

เมื่อคุณต้องการนำทักษะทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วมาฝึกฝน ไม่มีวิธีใดที่คุณจะได้โชว์ความสามารถของคุณ การเคลื่อนที่ และการทดลองสิ่งใหม่ๆ ได้ดีไปกว่าเกมการแข่งขัน ยิ่งคุณได้ลงเล่นมากเท่าไหร่ คุณจะมีความเข้าใจในเกมมากขึ้น การตัดสินใจจะกลายเป็นเรื่องง่ายรวมไปถึงกการใช้ทักษะต่างๆ ของคุณ ผู้เล่นสตรีทฟุตบอลที่ดีต้องผ่านการลงเล่นอย่างโชกโชน และสามารถเล่นได้ในทุกพื้นผิวไม่ว่าจะเป็นถนนแคบๆ ถนนใหญ่ คอร์ท หรือสนามหญ้า การเล่นบนพื้นผิวที่แตกต่างกันจะช่วยพัฒนาเทคนิคของคุณให้ดียิ่งขึ้น

ฝึกฝนการเล่นบอลบนพื้นและทำสถิติการเดาะบอล เมื่อคุณมั่นใจ จงไปท้าทายเพื่อนของคุณ! ชวนเขามาเล่นในเกมแบบหนึ่งต่อหนึ่งและฟุตบอลเทนนิส และเมื่อคุณสะสมเทคนิคต่างๆ ได้มากพอแล้ว และเกมฟุตบอลเทนนิสของคุณกินเวลานานขึ้นเรื่อยๆ หาเพื่อนเพิ่มและลงสนามแข่งขัน ทั้งหมดนี้จะทำให้คุณกลายเป็นผู้เล่นสตรีทฟุตบอลชั้นเลิศ สิ่งที่เหลือคือการเปิดช่องยูทูบของตัวเองหรืออินสตาแกรม และโชว์ทักษะของคุณให้คนทั้งโลกได้เห็น!

วิธีการเตะบอลให้แรง อัดหนักๆ

วิธีการเตะบอลให้แรง อัดหนักๆ
1. วิ่ง 3-5 ก้าว ก่อนใช้นิ้วเท้าเตะ
2. ตำแหน่งที่ควรเตะที่ลูกบอล คือ กลางของลูกบอล หรือ เฉียงลงไปกลางล่างเล็กน้อย
3. จุดสัมผัสบอล สำหรับคนถนัดขวาถ้าอยากเตะอัดแบบเเรงๆยิงไปทางซ้าย ให้บอลกระทบโดนกึ่งกลางของเท้าเฉียงไปทางซ้ายเล็กน้อย ประมาณเชือกข้อที่ 2-3 นับจากนิ้วเท้า (ขึ้นอยู่กับขนาดเท้าแต่ละคน) แต่ถ้าอยากให้บอลอัดออกนอก (ทางขวา)ให้จุดที่บอลกระทบอยู่กึ่งกลางทางขวา เชือกข้อที่2-3 นับจากนิ้วเท้า **สำหรับคนถนัดซ้ายให้ทำตรงกันข้าม
4. ลองทำตามดูซะ
5. ตัวอย่างของเคสที่ผิดพลาด
6. ตัวอย่างของเคสที่ทำได้ดี

Cr: freekickerz freekickerz

รู้เท่าทัน โรคฮีทสโตรก (Heat Stroke)

 

เข้าสู่ฤดูร้อนของจริง และในปีนี้ประเทศไทยจะร้อยกว่าทุกปีที่ผ่านมา โดย อ.จิรพล สินธุนาวา อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า ช่วงวันที่ 17-19 มีนาคมนี้ ประเทศไทยจะร้อนที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน เพราะมีมวลอากาศร้อนจากมหาสมุทรแปซิฟิกมีอุณหภูมิสูงขึ้นจากปกติในรอบ 50 ปี พัดเข้ามาปกคลุม อุณหภูมิอาจจะร้อนทะลุ 40 องศาเซลเซียส หากใครต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งนานๆ ควรหลีกเหลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาจจะเสี่ยงเป็นโรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรกได้ ซึ่งมีอันตรายถึงชีวิตกันเลยนะคะ วันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับ โรคฮีทสโตรก พร้อมกับวิธีป้องกันมาบอกทุกคนค่ะ

รู้เท่าทัน โรคฮีทสโตรก (Heat Stroke)
โรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) คืออะไร?

โรคฮีทสโตรก คือโรคที่เกิดกับร่างกายในภาวะที่ได้รับความร้อนมากเกินไป ทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส มีผลทำให้สมองส่วนควบคุมอุณหภูมิของร่างกายทำงานผิดปกติ ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือที่ถูกต้อง และทันท่วงที ส่งผลร้ายแรง ทำให้หัวใจหยุดเต้น ถึงขั้นเสียชีวิตได้

8 สัญญาณเตือน โรคฮีทสโตรก
ไม่มีเหงื่อออก แม้จะอากาศร้อนมาก (ถ้าร้อนแดดทั่วๆ ไปจะมีเหงื่อออก)
ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อย ๆ อาจส่งผลให้หน้าแดง
รู้สึกกระหายน้ำเป็นอย่างมาก
วิงเวียน ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน
หายใจเร็ว เกร็งกล้ามเนื้อ
ชัก มึนงง มีอาการสับสน
รูม่านตาขยาย ความรู้สึกตัวลดน้อยลง
อาจรุนแรงถึงขั้นหมดสติ และหัวใจเต้นเร็ว แต่แผ่วเบา ถ้าช่วยไม่ทันอาจะเสียชีวิต
ช่วยเหลือผู้เป็น โรคฮีทสโตรก อย่างไรให้ถูกวิธี
ปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดย การนำตัวเข้ามาในที่ร่ม
จากนั้นให้ผู้ป่วยนอนราบ ยกเท้าสูงทั้งสองข้าง
คลายเสื้อผ้าให้หลวม
ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตามตัว และศรีษะ ร่วมกับการใช้พัดลมเป่าระบายความร้อน เพื่อลดอุณหภูมิร่างกายให้ลดต่ำลงโดยเร็วที่สุด
หากยังไม่ฟื้น ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล
ใครบ้างที่เสี่ยงเป็น โรคฮีทสโตรก
1.ผู้สูงอายุ
2.เด็ก
3.ผู้ที่อดนอน
4.ผู้ที่ดื่มเหล้าจัด
5.ผู้ที่ทำงานในสภาพอากาศที่ร้อนชื้น
6.ผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคอ้วน
7.นักกีฬา และทหารที่เข้ารับการฝึก โดยไม่มีการเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อม
วิธีป้องกัน โรคฮีทสโตรก
1.ควรดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ก่อนออกจากบ้าน

2.ในวันที่มีอากาศร้อนจัด หากมีเหตุจำเป็น ควรใส่เสื้อผ้าที่มีสีอ่อน เนื้อผ้าเบาโปร่ง ไม่หนา ระบายอุณหภูมิความร้อนได้ดี ทาครีมกันแดดที่มี SPF 30 ขึ้นไปก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง สวมหมวกด้วยก็ได้

3.หากต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อน หรือออกกำลังกลางสภาพอากาศร้อน ควรดื่มน้ำ ให้ได้ชั่วโมงละ 1 ลิตร แม้จะไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม

4.คนทำงานในที่ร่มก็ควรดื่มน้ำ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว

5.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

6. เด็กเล็ก และคนชรา ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ให้อยู่ในห้องที่มีอากาศระบาย ถ่ายเท ได้ดี

 

เคล็ดลับโดนแดดยังไง? ให้ผิวไม่ดำ

 

ในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ เพื่อนๆ คงไม่มีใครอยากออกจากบ้านโดยที่ไม่จำเป็นหรอก..จริงไหมค่ะ แต่ทุกๆ คนก็ต่างมีเหตุผลให้ต้องได้ออกนอกบ้านอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นออกไปทำงาน ออกไปเรียน หรือแม้แต่กระทั่งต้องออกไปหาอะไรกินก็ตาม ล้วนแต่ต้องเผชิญกับปัญหาแสงแดด ผิวคล้ำเสีย ครีมกันแดด SPF 30 ยังเอาไม่อยู่แล้วทุกวันนี้ เรียกได้ว่าโลกเราร้อน

เคล็ดลับโดนแดดยังไง? ให้ผิวไม่ดำ
ขึ้นมากทุกวันจริงๆ วันนี้เราจะมาเสนอบทความเกี่ยวกับวิธีดูแลผิว..หลังเผชิญแสงแดด อาจจะไม่ถึงกับดีขึ้น หรือช่วยได้ 100% แต่ก็ดีกว่าไม่ดูแลบำรุงผิวกันเลยนะจ๊ะ

1.ทำให้ผิวเย็นลง
เมื่อเริ่มรู้สึกว่ามีอาการผิวหนังเริ่มลอก ให้พยายามทำให้ผิวหนังเย็นลง ใช้ผ้าขนหนูนุ่มๆ หนาๆ ที่แช่เย็นหรือชุบน้ำเย็นประคบ ตรงบริเวณที่โดนแดดเผา เพื่อให้อุณหภูมิของผิวหนังในบริเวณนั้นกลับมาเป็นปกติ แต่อย่าเช็ดหรือถูผิวแรงๆนะคะ เพราะนั่นยิ่งจะทำให้ผิวหนังลอกออกไปมากขึ้น

2.โยเกิร์ตพอกหน้า
ในโยเกิร์ตมีสารอาหารที่จะช่วยให้ผิวที่อ่อนล้ากลับมาแข็งแรง ยิ่งถ้าตากแดดจนหน้าลอก ต้องทาโยเกิร์ตทุกวันจนกว่าผิวจะหายแสบร้อน

3.ดื่มน้ำเยอะๆ
เมื่อผิวเริ่มเสียหายไปการรักษาให้กลับมาดีใหม่ก็ต้องเริ่มจากร่างกาย การดื่มน้ำเยอะๆทำให้เสริมสร้างความชุ่มชื้นของผิวหนัง น้ำประมาณ 8-10 แก้ว ต่อวันจะดีต่อผิวพรรณของเรา
4.ทาไวท์เทนนิ่งครีม
หลังจากที่สภาพผิวดีขึ้นจากอาการลอก และแสบร้อนแล้ว ให้บำรุงผิวด้วยไวท์เทนนิ่งครีมเพราะไวท์เทนนิ่งครีมจะช่วยบำรุง ฟื้นฟูผิวและลดเลือดจุดด่างดำที่เกิดจากแสงแดดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้ผิวของเรากลับมากระจ่างใสอีกครั้ง

5.ทานอาหารที่เป็นประโยชน์กับผิว
โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามิน A B C E และเบตาแคโรทีน เช่น แตงกวา มะเขือเทศ ว่านหางจระเข้ มะนาวซึ่งจะช่วยฟื้นฟูความสดใสให้ผิวได้

4 สัญญาณ ที่ร่างกายบอกว่า คุณกำลัง ‘เครียด’

 

ไม่ว่าจะเป็นวัยไหน หนึ่งสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ ความเครียด ถือเป็นอีกสิ่งที่เป็นสัจธรรมในชีวิต สาเหตุของความเครียดนั้นมีหลายรูปแบบและแตกต่างกันออกไปตามความคิด มุมมอง ทัศนคติ และความรู้สึก ทางที่ดีเราควรรู้ว่า ตอนนี้เรารู้สึกยังไง เมื่อรู้สึกเครียดหรือมีปัญหาอะไร เราจะได้แก้ปัญหาถูกจุด แต่เมื่อเราเครียดแบบไม่รู้ตัวนี่สิเป็นปัญหาของจริง! วันนี้ Campus-Star จะพาคุณไปสำรวจตัวเองว่า คุณมี 4 สัญญาณที่ร่างการบอกว่าคุณกำลังเครียดรึปล่าว! ถ้ามีจะได้รีบแก้ไขยังไงล่ะจ๊ะ

ร่างกายบอกว่าเรากำลังเครียด…
1. ตัวร้อนในสถานการณ์ที่ตึงเครียด
เมื่อคุณเจอเข้ากับสถานการณ์ที่ตึงเครียด อุณหภูมิในร่างกายของคุณจะเพิ่มขึ้น รวมไปถึง เหงื่อออก ร่างกายสั่นเทา ปากแห้ง กระวนกระวายใจ หายใจถี่อาจถึงขั้นแน่นหน้าอก ปัสสาวะบ่อย ท้องเสีย หัวใจเต้นแรง ขอให้คุณรู้ไว้ว่า เมื่อคุณเกิดความเครียด ร่างกายก็จะเครียดไปด้วย แต่จะเป็นอาการในแบบฉบับของกายภาพ ฉะนั้นเมื่อวันที่คุณพบเจอกับสถานการณ์ที่ตึงเครียด แล้วคุณมีอาการเหล่านี้ นั่นแสดงว่าร่างกายคุณต้องการจะบอกให้คุณใจเย็นๆ

2. ผมร่วง น้ำหนักลด นอนไม่หลับ
อาการผมร่วง น้ำหนักลด นอนไม่หลับ เป็นผลพวงมากจากสัณญาณข้อแรก เมื่อร่างกายส่งสัณญาณทางกายภาพว่า ‘คุณกำลังเครียดนะ’ แต่ถ้าคุณเพิกเฉยและไม่สนใจคิดจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง อาการที่เกิดจากความเครียดเหล่านั้นก็จะส่งผลต่อร่างกายของคุณ คุณควรสำรวจตัวเองว่า คุณเครียดเรื่องอะไร แล้วปัญหามันอยู่ที่ไหน จากนั้นก็แก้มันซะ! เพื่อสุขภาพทางกายและใจที่ดี

3. ไม่มีสมาธิ
เหมือนกับคุณพยายามจะทำงาน แต่ในสมองหมกมุ่นอยู่กับอีกเรื่องหนึ่ง มันก็ทำให้คุณไม่สามารถโฟกัสสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ เพราะคุณไม่มีสมาธิ รู้ไว้เลยว่า เมื่อคุณไม่มีสมาธิ ร่างกายกำลังบอกให้คุณ ‘เลือกโฟกัสเลือกใดเรื่องหนึ่ง’ ฉะนั้นไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม คุณควรสนใจกับสิ่งที่ทำอยู่ เพื่อเรียกสมาธิกลับมาอีกครั้ง

4. โรคเก่ากำเริบ
อาการน้ำหนักลด หรือผมร่วง อาจจะเกิดขึ้นจากความเครียดได้ก็จริง แต่ถ้าคุณเคยเป็นป่วยเป็นโรคอื่น แล้วละเลยคำแนะนำของหมอไปล่ะก็ อาการเหล่านี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน! ฉะนั้น คุณควรสำรวจตัวเองทั้งร่ายกายและจิตใจ สิ่งสำคัญคือ อย่าหลอกตัวเอง! เพราะ การทำแบบนั้นไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น ยอมรับความจริงซะ ทำความเข้าใจ แก้ปัญหาให้ตรงจุด แค่นี้ก็สามารถบอกลาความเครียดไปได้เลย

ฟอร์ดเริ่มนำไม้ไผ่มาผลิตรถยนต์

 

ฟอร์ดเริ่มนำไม้ไผ่มาผลิตรถยนต์ เพราะเล็งเห็นถึงความแข็งแกร่ง ยืดหยุ่น แถมไม้ไผ่ปลูกง่ายยังเติบโตเร็ว

ปรกติแล้วเราอาจจะเคยนั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่ เห็นของที่สร้างจากไม้ไผ่ และอาจเคยกินหน่ออ่อน แต่รู้หรือไม่ว่า รถยนต์ของคุณกำลังจะมีไม้ไผ่เป็นส่วนประกอบเพิ่มเติม เพราะเป็นหนึ่งในวัสดุธรรมชาติที่แข็งแกร่งที่สุด

ในขณะที่การลงทุนการวิจัยช่วยให้เราคิดค้นวัสดุใหม่ๆ เช่น คาร์บอนไฟเบอร์ที่ทนทานเป็นพิเศษ และอะลูมิเนียมน้ำหนักเบา แต่ก็มีวัสดุธรรมชาติที่แข็งแกร่งเติบโตด้วยความสูงประมาณ 1 เมตรต่อวัน ในสวนหลังบ้านของเรานี่เอง
“ไม้ไผ่เป็นสิ่งมหัศจรรย์” เจเน็ต ยิน หัวหน้าฝ่ายวิศกรรมวัสดุ ศูนย์วิจัยและวิศวกรรมฟอร์ด หนานจิง กล่าว “มันแข็งแกร่งแต่ยืดหยุ่น สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และยังมีอยู่มากทั้งในประเทศจีน และพื้นที่อื่น ๆ ในเอเชีย”

ประโยชน์ของไม้ไผ่เป็นที่ยอมรับมานานกว่าศตวรรษ แม้แต่โธมัส เอดิสัน ก็ยังเคยทดลองใช้ไม้ไผ่ระหว่างการประดิษฐ์หลอดไฟหลอดแรกของโลก สำหรับภายในอาคาร ความทนทานจากแรงดึงของไม้ไผ่นั้น เทียบเท่าหรือเหนือกว่าเหล็กบางชนิดเสียอีก

เนื่องจากไม้ไผ่สามารถเติบโตถึงจุดเจริญเติบโตเต็มที่ได้ในระยะเวลาเพียง 2 ถึง 5 ปีเท่านั้น จึงถือว่าเติบโตใหม่ได้อย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับต้นไม้ชนิดอื่นที่ใช้เวลาหลายสิบปี ในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เจเน็ตและทีมทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ เพื่อวิจัยความเป็นไปได้ในการใช้ไม้ไผ่ภายในตัวรถยนต์ และเพื่อผลิตชิ้นส่วนที่แข็งแรงเป็นพิเศษด้วยการผสานเข้ากับพลาสติก ค้นพบว่า ไม้ไผ่มีความทนทานยิ่งกว่าทั้งเส้นใยสังเคราะห์และธรรมชาติที่ใช้ในการทดสอบต่าง ๆ ทั้งในแง่ของความทนจากแรงดึงไปจนถึงความสามารถในการรับแรงกระแทก

นอกจากนี้ ไม้ไผ่ยังผ่านการทดสอบด้วยความร้อนสูงกว่า 100 องศาเซลเซียส เพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถคงคุณสมบัติอยู่ได้แม้ในภาวะความร้อนสูง

ระหว่างที่การทดสอบคุณสมบัติของไม้ไผ่ยังดำเนินต่อไป ก่อนหน้านี้ฟอร์ดได้เริ่มวิจัยวัสดุใหม่ เข้าทดสอบจนผ่านมาตรฐาน เริ่มใช้จริงแล้วก็คือ “เส้นใยไนลอน” ใช้ผลิตใบพัดลมทำความเย็น ในฟอร์ด โฟกัส และฟอร์ด เอสคอร์ท

ที่มาของ เส้นใยไนลอน (หรือเส้นด้ายดิบ) เป็นส่วนเกินมาจากโรงงาน มีปริมาณประมาณ 1-3 เปอร์เซ็นต์ ของด้ายดิบที่ใช้ในการผลิตทั้งหมดของโรงงาน ฟอร์ดได้ช่วยลดปริมาณเส้นด้ายดิบเหลือทิ้งมากกว่า 700,000 กิโลเมตรต่อปีในทวีปเอเชีย แปซิฟิค เกือบเทียบเท่ากับระยะทางไปกลับระหว่างโลกและดวงจันทร์
“เวลาที่อธิบายถึงวิธีการที่เราใช้วัสดุยั่งยืนและรีไซเคิลในรถยนต์ ถ้าคนฟังไม่รู้สึกชื่นชอบในไอเดียทันที ก็จะต้องการความแน่ใจว่าวัสดุที่ใช้มีคุณภาพสูงจริง ๆ การทำงานของทีมไม่เพียงแต่ควบคุมวัสดุให้มีคุณภาพยอดเยี่ยมเท่านั้น แต่ยังแข็งแกร่งและยั่งยืนในทุกแง่มุมอีกด้วย เมื่อเข้าใจถึงกระบวนการต่าง ๆ แล้ว พวกเขาก็สนับสนุนในไอเดียนี้” เจเน็ต กล่าว

ความมุ่งมั่นในการลด การนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิล คือ ส่วนหนึ่งของกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืนในระดับโลกของฟอร์ด เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ประสิทธิภาพเชื้อเพลิงสูงทั่วโลก

สุดท้ายหากไม้ไผ่ผ่านการทดสอบทุกกระบวนการแล้ว รถยนต์ของฟอร์ดก็จะมีไม้ไผ่เป็นหนึ่งในวัตถุดิบการผลิตรถยนต์ แม้จะเป็นการเริ่มต้นใช้ผสมเล็กน้อย แต่ก็ลดการพึ่งพาแร่โลหะทั้งหลายลงได้

5 เหตุผล ที่ทำไมสาว ๆ ถึงเหมาะกับการทาลิปสติกสีแดง

 

เหตุผลที่ทำไมสาว ๆ ถึงเหมาะกับการทาลิปสติกสีแดง บอกเลยว่าถ้าได้รู้แล้ว สาว ๆ ทั้งหลายต้องรีบหาลิปสติกสีนี้มาใช้แน่นอน

สีแดง ในทางจิตวิทยาหมายถึงสีแห่งความมีเสน่ห์เย้ายวน ให้ความรู้สึกน่าหลงใหล น่าค้นหา เป็นสีที่ให้อารมณ์รุนแรงและเร่าร้อน เป็นสีที่มีอิทธิพลต่อความรัก มีแรงดึงดูดต่อเพศตรงข้าม นอกจากนี้สีแดงยังแสดงออกถึงความมั่นใจ เพราะเป็นสีที่มีพลัง ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง ลิปสติกสีแดงจึงเป็นเครื่องสำอางยอดฮิตสำหรับสาว ๆ เพราะช่วยให้พวกเธอสวยโดดเด่น และมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น

1. ลิปสติกสีแดงให้ความรู้สึกราวกับเป็นราชินี

ในสมัยโบราณ คนกลุ่มแรกที่คิดค้นทำลิปสติกขึ้นมาคือชาวเมโสโปเตเมีย โดยเธอได้ใช้อัญมณีบดเป็นผงแล้วนำมาทาริมฝีปากให้มีสีสัน จนมาถึงยุคอียิปต์โบราณ ได้พบหลักฐานเกี่ยวกับการทำลิปสติกของพระนางคลีโอพัตรา ว่ามีการนำขี้ผึ้งมาผสมกับผงสีแดงจากแมลงปีกแข็ง ให้สีที่ดูลึกลับเย้ายวน ทั้งยังเกิดความเงางามและมีสีติดทนนาน และการทาลิปสติกสีแดงนี้เอง จะช่วยให้ผู้หญิงโดดเด่นสวยงาม ทั้งยังให้ความรู้สึกราวกับเป็นราชินีผู้กุมหัวใจของหนุ่ม ๆ ทั่วประเทศ ไม่ว่าชายหน้าไหนเป็นอันต้องสยบให้กับลิปสีแดงที่อยู่บนหน้า

2. ลิปสติกสีแดงช่วยให้สาว ๆ เปล่งประกายความเป็นดาวในที่ทำงาน

มีการวิจัยว่าสาววัยทำงานที่ทาลิปสติกสีแดงไปทำงาน จะช่วยให้เกิดความรู้สึกน่าคบหา และมีแรงดึงดูดต่อเพศตรงข้าม เป็นที่ชื่นชอบของผู้คน มีความน่าเชื่อถือและความน่าไว้วางใจ นอกจากนี้สาวเสิร์ฟที่ทาลิปสติกสีแดงก็มักจะได้ทิปจากลูกค้าชายเยอะกว่าอีกด้วย นั่นก็เพราะว่าลิปสติกสีแดงช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับสาว ๆ ใครพบเห็นก็รู้สึกเอ็นดู แถมยังช่วยให้ทำงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพขึ้นอีกด้วยค่ะ

3. ลิปสติกสีแดงทั้งสวยและคลาสสิก

สีแดงเป็นสีที่ไม่เคยตกยุคตกสมัย ไม่เชื่อก็ลองย้อนกลับไปดูดารารุ่นพ่อรุ่นแม่สิคะ ไม่ว่าจะเป็นเหล่าดารานางแบบในแวดวงฮอลลีวูดหรือวงการเพลง ต่างก็นิยมชมชอบการทาลิปสติกสีแดงกันทั้งนั้น ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี แต่ลิปสติกสีแดงก็ยังคงนำเทรนด์แฟชั่นอยู่เสมอ ไม่มีวันเอาท์แน่นอน เพราะลิปสติกสีแดงเป็นสิ่งที่คลาสสิก แถมยังช่วยให้ผู้หญิงดูดีมีรสนิยมอีกด้วย

4. ลิปสติกสีแดงทำให้สาว ๆ ดูมีชีวิตชีวา

สีแดงบนลิปสติกจะช่วยเพิ่มพลังให้สาว ๆ กลับมามีชีวิตชีวา จากที่หน้าสดซีดเซียวอย่างกับคนป่วย เพียงแค่ปาดลิปสติกสีแดงลงบนริมฝีปากสักทีสองที ก็จะช่วยเพิ่มสีสันให้กับริมฝีปาก ช่วยขับผิวให้สว่าง และยังช่วยแปลงโฉมให้สาว ๆ รู้สึกสดชื่น และกระปรี้กระเปร่าได้มากขึ้นค่ะ

5. ลิปสติกสีแดงเป็นสีที่เข้ากับทุกชุด

ไม่ว่าสาว ๆ จะแต่งตัวแบบไหน จะใส่เดรสสุดหรู หรือสวมแค่เสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ขาด ๆ เพียงแค่หยิบลิปสติกสีแดงออกมาทา ก็ทำให้ปังสุด ๆ ได้ เพราะลิปสติกสีแดงจะช่วยขับลุคให้เป็นสาวมั่นปนเซ็กซี่นิด ๆ พร้อมเดินอวดทุกสายตาราวกับอยู่บนแคทวอล์กยังไงอย่างงั้น

เห็นมั้ยคะว่าลิปสติกสีแดงนี้ช่างเหมาะกับสาว ๆ อย่างเราจริง ๆ ดังนั้นอย่านอยด์ไปเลยค่ะ หากใครจะมองยังไงก็ตาม เพียงแค่เรามั่นใจในตัวเองซะอย่าง อะไร ๆ ก็เริดแน่นอน แต่สาว ๆ ก็อย่าลืมเลือกเฉดสีของลิปสติกสีแดงให้เหมาะกับสีผิวของตัวเองด้วยนะคะ เพียงเท่านี้สาว ๆ ก็พร้อมเดินเฉิดฉาย อวดเรียวปากสีแดงพร้อมลุคร้อนแรงที่จะสะกดทุกสายตาแล้วล่ะค่ะ

ทำไมเราถึงเบลอ

 

สมองเบลอ ไม่ใช่โรคที่ต้องใช้ยา แต่เป็นอาการที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการคิด อาการเบลอคือความรู้สึกที่สับสน ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ ขาดสมาธิ ติดขัดในการหาคำที่จะใช้ สาเหตุเหล่านี้อาจเป็นเพราะ

1. การตั้งครรภ์ ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยมีปัญหาเรื่องความจำระหว่างการตั้งครรภ์ ในระหว่างที่ลูกอยู่ในท้อง ร่างกายของแม่มีการเปลี่ยนแปลงหลายหลายอย่าง มีสารในร่างกายได้ถูกปล่อยออกมาเพื่อป้องกันและเลี้ยงดูเด็กในระหว่างตั้งครรภ์ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราเบลอ สูญเสียความทรงจำและขาดสมาธิในบางช่วง
2. โรคปลอกประสาทแข็งเสื่อม (Multiple sclerosis) มีชื่อย่อว่าโรคเอมเอส (MS) เป็นโรคที่ทำให้เกิดปัญหาในระบบประสาทสมองและไขสันหลัง ผลของปัญหานี้จึงเกิดความผิดปกติต่อการทำงานในส่วนต่างๆของร่างกายซึ่งมีระบบประสาทควบคุมอยู่ มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย โรคนี้จะกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลางซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานของสมองในด้านการพูดและการเคลื่อนไหวภายในร่างกาย คนที่เป็นโรคนี้ประมาณครึ่งหนึ่งจะมีปัญหาทางด้านความจำ สมาธิจดจ่อ การวางแผนและภาษา วิธีหนึ่งที่จะช่วยได้คือการบริหารสมองและการพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การรักษาบำบัดจะช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้
3. การรับประทานยาบางประเภท ยาที่ขายตามท้องตลาดทั่วไป สามารถก่อให้เกิดปัญหาสมองเบลอได้ ดังนั้น หากต้องทานยาควรสังเกตตัวเองว่า ระบบความคิด การทำงานเหมือนเดิมหรือไม่ บางครั้งเราอาจจะสูญเสียความจำเมื่อเรารับประทานยาบางอย่าง ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อความชัดเจนว่ายาที่เรารับประทานมีผลต่อความจำหรือไม่
4. โรคมะเร็ง ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ใช้วิธีบำบัดโดยคีโม จะส่งผลกระทบต่อสมองได้หรือที่เรียกว่าคีโมสมอง เพราะยาที่รักษาโรคมะเร็งเป็นยาแรงที่มีประสิทธิภาพค่อนข้างสูง ดังนั้น ผู้ป่วยที่ได้รับการบำบัดโดยคีโม อาจมีปัญหาเรื่องของความจำ รายละเอียดชื่อและวัน หรือมีปัญหาในการทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานในการที่จะทำให้งานชิ้นใดชิ้นหนึ่งสำเร็จลงได้ อาการเบลอสามารถหายได้ แต่ในบางคนจะส่งผลกระทบต่อความจำซึ่งเป็นช่วงเวลายาวนาน
5. ช่วงวัยทอง ในช่วงวัยนี้ผู้หญิงส่วนใหญ่จะประสบปัญหาเรื่องความจำ สิ่งนี้จะเกิดขึ้น หลังจากหมดประจำเดือนไปเป็นเวลาหนึ่งปี ประมาณอายุ 50 ปี โรคสมองเบลออาจมีอาการร่วมกับความรู้สึกร้อนๆหนาวๆ หัวใจเต้นเร็ว อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น หรือการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ในร่างกาย ซึ่งการปรึกษาแพทย์ช่วยให้อาการดีขึ้นได้
6. โรคอ่อนเพลียเรื้อรัง โรคนี้เป็นโรคที่เกิดขึ้นทำให้ร่างกายรู้สึกว่าอ่อนเพลียและเหนื่อยตลอดเวลา มีอาการสับสน ลืม หรือไม่มีสมาธิจดจ่อในสิ่งที่ทำอยู่สาเหตุของโรคนี้ยังไม่ทราบชัดแน่นอน แต่การทานยาและการออกกำลังกายหรือการพูดคุยจะสามารถช่วยได้
7. ความเครียด เราอาจจะจำบางอย่างไม่ได้เนื่องจากเรามีปัญหาเรื่องความเครียด การใช้สมองแก้ปัญหาอยู่ตลอดเวลา ทำให้รู้สึกขาดพลังงานในการต่อสู้และขาดแรงจูงใจ เนื่องจากความเครียด ความเครียดนี้สามารถส่งผลต่อสมองและทำให้เกิดอาการเบลอได้ การบำบัดความเครียดสามารถทำได้ โดยการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติได้
8. การนอนหลับพักผ่อน ร่างกายต้องการการนอนหลับพักผ่อนเพื่อช่วยให้สมองทำงานได้อย่างดี แต่การนอนมากเกินไปหรือน้อยเกินไปสามารถทำให้สมองเบอได้ โดยปกติการพักผ่อนประมาณ7 ถึง 9 ชั่วโมงจะทำให้ร่างกายสามารถกลับมาทำงานได้อย่างปกติ ควรงดรับประทานสารคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์หลังจากมื้อกลางวัน และควรเก็บคอมพิวเตอร์เครื่องมือเทคโนโลยีต่างๆ ออกจากเตียงนอน เพื่อช่วยให้การนอน ได้อย่างเต็มที่ไม่มีสิ่งใดมารบกวน
9. โรคลูปัส หรือโรคพุ่มพวงเป็นโรคที่เกิดจากภูมิแพ้ตัวเอง และเป็นสาเหตุให้ การทำงานของภูมิคุ้มกันตัวเองบกพร่อง มีอาการไม่ปกติหลายอย่างเกิดขึ้น คนที่เป็นโรคนี้ส่วนใหญ่จะมีปัญหาด้านความจำ ไม่สามารถมีสมาธิจดจ่อได้ การรักษาบำบัด อาจทำได้ยาก ดังนั้น การปรึกษาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญจะทำให้เราทราบสาเหตุที่ชัดแน่นอนว่าเราเป็นโรคพุ่มพ่วงหรือไม่
โรคสมองเบลอ อาจทำให้เรารู้สึกวิตกกังวล และ ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ดังนั้น การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำให้รู้ทันโรคภัยต่างๆ ทำให้เราสบายใจขึ้น สามารถหาสาเหตุและพบคำวินิจฉัยที่ถูกต้องได้ หากผู้อ่านเริ่มมีอาการต่างๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้นควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและหาทางออกที่ถูกต้องก่อนจะสายเกินไป เป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัว